กรมควบคุมโรคเตือนผู้ปกครอง ครู และผู้ดูแลเด็ก เฝ้าระวัง “โรคมือ เท้า ปาก” ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กเล็ก แนะคัดกรองก่อนเข้าเรียน แยกเด็กป่วยออกจากผู้อื่น และให้เด็กหยุดเรียน 5 วันทำการหรือตามอาการ

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ห่วงใยสุขภาพเด็กเล็กและเด็กวัยเรียน แนะผู้ปกครอง ครู และผู้ดูแลเด็ก รู้จักสังเกตอาการ “โรคมือ เท้า ปาก” ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่พบได้บ่อยในเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็กที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม หากเด็กมีไข้ มีแผลหรือมีตุ่มในปาก ร่วมกับมีผื่นหรือตุ่มบริเวณมือ เท้า หรือส่วนอื่นของร่างกาย ควรให้เด็กหยุดเรียนและแยกจากเด็กคนอื่น พร้อมพาไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคมือ เท้า ปาก เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไวรัส โดยที่พบบ่อย ได้แก่ คอกแซกกี (Coxsackie virus) และเอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71) หรือ EV71 โดยโรคนี้มักพบมากในเด็กเล็ก และจะยิ่งส่งผลให้เจ็บป่วยรุนแรงและอันตรายมากในเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี มักพบการระบาดได้บ่อยในช่วงฤดูฝน อากาศเย็นและชื้น ติดต่อได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย น้ำจากตุ่มพอง และอุจจาระของผู้ป่วย โดยสามารถแพร่เชื้อได้ง่ายในสถานที่ที่มีเด็กอยู่รวมกันจำนวนมาก เช่น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียนอนุบาล และสถานรับเลี้ยงเด็ก จึงขอให้ผู้ปกครอง ครู และผู้ดูแลเด็กเพิ่มความใส่ใจในการป้องกันโรค โดยเฉพาะการรักษาสุขอนามัยและการแยกเด็กที่มีอาการป่วยออกจากเด็กที่ยังไม่มีอาการ

แม้โรคมือ เท้า ปาก ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรงและสามารถหายได้เอง แต่เด็กบางรายอาจมีอาการรุนแรง ผู้ปกครองจึงไม่ควรมองข้ามอาการผิดปกติ หากเด็กมีอาการซึมลง ดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารไม่ได้ อาเจียนบ่อย หายใจผิดปกติ ชัก หรือมีอาการกระตุก ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที

นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ให้คำแนะนำสำหรับสถานศึกษา ดังนี้ 1) คัดกรองเด็กก่อนเข้าเรียนทุกวัน โดยสังเกตอาการไข้ ผื่น ตุ่มน้ำใส และแผลหรือตุ่มแดงในปาก

2) หากพบว่ามีเด็กป่วย ให้รีบแจ้งผู้ปกครองมารับเด็กกลับบ้านเพื่อพาไปพบแพทย์ และแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่รับผิดชอบ และหากพบเด็กป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปาก ตั้งแต่ 2 รายขึ้นไปภายในห้องเรียนเดียวกันใน 1 สัปดาห์ ต้องปิดห้องเรียนที่มีเด็กป่วยอย่างน้อย 1 วัน เพื่อทำความสะอาดและเฝ้าระวังคัดกรองเด็กป่วยให้เข้มข้นต่ออีก 1 สัปดาห์

3) ทำความสะอาดห้องเรียน ห้องน้ำ ของเล่น อุปกรณ์การเรียน สิ่งของหรือบริเวณที่เด็กใช้หรือสัมผัสร่วมกันเป็นประจำ โดยใช้น้ำยาทำความสะอาดที่เหมาะสม เช่น ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน สบู่ หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโซเดียมไฮโปคลอไรท์ (น้ำยาฟอกขาว) ที่เจือจางตามความเข้มข้นและอัตราส่วนที่ระบุบนฉลากผลิตภัณฑ์ และปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด 4) จัดให้มีอ่างล้างมือและสบู่ล้างมือให้เพียงพอ รวมทั้งส่งเสริมพฤติกรรมอนามัยที่เหมาะสมแก่เด็กและผู้ดูแล เน้นการล้างมือด้วยน้ำและสบู่อย่างถูกวิธี โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ 5) ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ช้อน ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดมือ หรือผ้าเช็ดตัว 6) เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง หากพบเด็กป่วยหลายรายหรือพบการป่วยเป็นกลุ่มก้อนภายในสถานศึกษา ควรประสานหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อประเมินสถานการณ์ สอบสวนโรค และดำเนินมาตรการควบคุมโรคที่เหมาะสมโดยเร็ว

สำหรับผู้ปกครอง ขอให้หมั่นสังเกตอาการของบุตรหลาน หากพบว่ามีไข้ร่วมกับเจ็บปาก มีแผลหรือตุ่มแดงในปาก รับประทานอาหารหรือน้ำได้น้อย หรือมีผื่นหรือตุ่มน้ำใสที่มือ เท้า รอบก้น หรือบริเวณอื่นของร่างกาย ควรให้เด็กพักอยู่ที่บ้านและพาไปพบแพทย์ เด็กที่มีอาการป่วยควรหยุดเรียน 5 วันทำการ หรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ ไม่ควรพาไปโรงเรียนหรือสถานที่ที่มีเด็กรวมกัน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น

ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคขอความร่วมมือผู้ปกครอง ครู และผู้ดูแลเด็ก ร่วมกันป้องกันโรคมือ เท้า ปาก หมั่นสังเกตอาการของเด็กอย่างใกล้ชิด หากพบเด็กมีไข้ ร่วมกับมีแผลหรือตุ่มในปาก และมีผื่นหรือตุ่มบริเวณมือ เท้า หรือส่วนอื่นของร่างกาย ควรให้เด็กหยุดเรียนและพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น หากมีอาการรุนแรง เช่น ซึมลง ดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารไม่ได้ อาเจียนบ่อย หายใจผิดปกติ ชัก หรือมีอาการกระตุก ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะการสังเกตอาการและแยกเด็กป่วยตั้งแต่ระยะแรกเป็นหัวใจสำคัญในการลดการแพร่ระบาดของโรคในครอบครัวและสถานศึกษา

หากประชาชนมีข้อสงสัย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

ข่าวที่เกี่ยวข้อง