นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ณ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิดต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดร่วมประชุมผ่านระบบ Video Conference พร้อมรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูง กรุงเทพมหานคร ผู้นำเหล่าทัพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังระบุว่า แม้ภาพรวมสถานการณ์บางพื้นที่เริ่มคลี่คลาย แต่ยังมีหลายจังหวัดและบางชุมชนที่ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะปราจีนบุรี ปทุมธานี และฉะเชิงเทรา จึงกำชับให้ทุกหน่วยงานประเมินและช่วยเหลือประชาชนเป็นรายพื้นที่ ไม่ให้ตัวเลขภาพรวมมาบดบังความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ป่วย และประชาชนที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ โดยต้องเตรียมเส้นทางอพยพ ยานพาหนะ และดูแลต่อเนื่องจนสามารถกลับเข้าที่พักได้อย่างปลอดภัย
ด้านการบริหารจัดการสถานการณ์ นายกรัฐมนตรีย้ำให้ทุกหน่วยใช้ “ข้อมูลชุดเดียวกัน” ทั้งข้อมูลพยากรณ์ฝน ปริมาณน้ำเหนือ การระบายน้ำ และระดับน้ำทะเล พร้อมจัดทำข้อมูลและแผนที่สารสนเทศที่เข้าใจง่าย ส่งต่อถึงระดับอำเภอและชุมชน เพื่อให้การวางแผน การแจ้งเตือน และการช่วยเหลือเป็นไปในทิศทางเดียวกัน หากพื้นที่ใดต้องปรับแผนหรือต้องการเครื่องสูบน้ำ เรือ ยานพาหนะยกสูง หรือกำลังสนับสนุนข้ามจังหวัด ให้ประสานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ทันที โดยมีข้อสั่งการสำคัญ ดังนี้
1. เน้นย้ำการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ อ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และลำน้ำที่มีปริมาณน้ำเต็มหรือใกล้เต็ม ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบทำการพร่องน้ำ เร่งระบายน้ำออกให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และให้กำหนดมาตรการป้องกันและลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ท้ายน้ำด้วย
2. เพิ่มประสิทธิภาพการไหลของน้ำ โดยกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำบริเวณคอขวด สะพาน ท่อระบายน้ำ ทางลอด และจุดที่มีขยะ เศษวัสดุ หรือวัชพืช เพื่อเพิ่มอัตราการระบายน้ำให้ได้อย่างเต็มที่ และลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมขัง
3. การชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงภัยขอให้ชัดเจน ตรงจุด และแม่นยำ เพื่อให้หน่วยปฏิบัติเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลไว้เป็นการล่วงหน้าได้ถูกพื้นที่และทันต่อสถานการณ์
4. ให้ระดมเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพ เพียงพอ และเหมาะสมกับสถานการณ์ กรณีเครื่องจักรของภาครัฐไม่เพียงพอ ให้จังหวัดระดมหรือจัดหาเครื่องจักรจากภาคเอกชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการระบายน้ำ เปิดเส้นทาง และช่วยเหลือประชาชนให้ทันต่อสถานการณ์
5. เริ่มฟื้นฟูในโซนที่น้ำลดทันที ประสานดูแลเรื่องการเก็บขยะ ทำความสะอาด ตรวจระบบไฟฟ้า น้ำประปา และระบบสาธารณสุขให้มีความพร้อมในพื้นที่ที่ดำเนินการได้ทันที ไม่ต้องรอให้น้ำลดทั้งพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้โดยเร็ว
6. ให้เตรียมเสนอแผนฟื้นฟูและการช่วยเหลือประชาชน โดยสำรวจ ขึ้นทะเบียน และนำส่งรายชื่อครัวเรือนที่เข้าเกณฑ์ได้รับเงินชดเชยจากสถานการณ์อุทกภัยครั้งนี้ พร้อมให้กระทรวงการคลังหารือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ถึงแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรและชาวไร่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหาย รวมถึงเตรียมเสนอแผนฟื้นฟูและการให้เงินกู้แก่เกษตรกร
7. ขอให้การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พิจารณาแนวทางลดภาระค่าน้ำและค่าไฟฟ้า แก่ครัวเรือนที่ประสบปัญหาน้ำท่วมหรือน้ำท่วมขัง โดยพิจารณาช่วงเวลาที่เกิดเหตุ และขอให้เว้นหรือลดค่าใช้จ่ายในช่วงดังกล่าว เพื่อช่วยลดภาระแก่ประชาชนที่ประสบภัย
8. ขอให้ท่าอากาศยานไทยและกระทรวงคมนาคม ในช่วงการประชุมประจำปี 2569 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group Annual Meetings) บริหารจัดการการเดินทางของผู้โดยสารทั้งขาเข้าและขาออก รวมถึงการขนส่งอย่างเต็มที่ พร้อมอำนวยความสะดวกแก่ทุกคน และเร่งคืนสภาพการให้บริการให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด
นายกรัฐมนตรียังได้กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดูแลศูนย์พักพิงและศูนย์อพยพ โดยเฉพาะพื้นที่น้ำท่วมขัง เช่น จังหวัดปราจีนบุรีและอำเภอบ้านสร้าง พร้อมเร่งใช้เงินทดรองราชการในการป้องกันและยับยั้งภัย ดูแลห้องน้ำ ห้องสุขา ยารักษาโรค ความสะอาด และสุขอนามัย โดยประสานสาธารณสุขจังหวัดป้องกันโรคและการปนเปื้อนในพื้นที่ประกอบอาหาร ด้านการเยียวยา ให้ทุกพื้นที่เร่งสำรวจความเสียหาย รายครัวเรือน และส่งข้อมูลให้ ปภ. เป็นรายชุด ไม่ต้องรอครบทั้งพื้นที่หรือรอการฟื้นฟูแล้วเสร็จ โดย ปภ. ได้โอนงบประมาณเงินเยียวยา 4,700 ล้านบาท ไปยังธนาคารออมสินแล้ว หากตำบล อำเภอ หรือจังหวัดใดตรวจสอบเสร็จก่อน สามารถดำเนินการโอนเงินได้ทันทีแบบรายวัน และเน้นย้ำว่า ภายในสัปดาห์นี้ต้องเริ่มเห็นเงินโอนเข้าบัญชีประชาชน
สำหรับการช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรีกรณีผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน พ.ศ. 2569 กรณี ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมตั้งแต่ 7 วันขึ้นไป ได้รับเงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท ส่วนกรณีที่อยู่อาศัยประจำหรือที่อยู่อาศัยในอาคารสูงถูกน้ำล้อมตามหลักเกณฑ์ ได้รับเงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 5,000 บาท โดย ปภ. และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2569 ปัจจุบันเปิดระบบครอบคลุม 65 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร 50 เขต พร้อมอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และประชาชนที่ไม่สามารถใช้ระบบออนไลน์ได้
สำหรับกลไกการช่วยเหลือตามช่วงเวลาที่เกิดภัย เหตุภัยพิบัติที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ให้ใช้งบกลาง ส่วนเหตุที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ให้อยู่ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ โดยนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ ปภ. จัดระบบและกำหนดหน่วยงานเจ้าภาพให้ชัดเจน ไม่ให้ประชาชนต้องประสานหลายหน่วยงานด้วยตนเอง พร้อมมอบหมาย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดระบบและขั้นตอนการเคลมให้ชัดเจนและเร่งให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินโดยเร็ว
ทั้งนี้ “โครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน” ครอบคลุม 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ คุ้มครองภัยธรรมชาติ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยคุ้มครองที่อยู่อาศัย สูงสุด 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน กรณีอุทกภัยจ่ายความเสียหายเบื้องต้น 10,000 บาท และส่วนที่เกินเบื้องต้นไม่เกิน 90,000 บาท ส่วนวาตภัยและแผ่นดินไหวจ่ายความเสียหายเบื้องต้น 5,000 บาท และส่วนที่เกินไม่เกิน 95,000 บาท ขณะที่กรณีบ้านถูกน้ำล้อมจนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกิน 7 วัน รับค่าชดเชย 10,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน และมีความคุ้มครองชีวิตจากอุบัติเหตุวงเงิน 2,000,000 บาทต่อคน ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกรมธรรม์
ในวันเดียวกัน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะประธานกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคกลาง เป็นประธานประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 5/2569 เพื่อติดตามฝนและสถานการณ์น้ำล่วงหน้า 7–10 วัน ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง และเพชรบุรี–ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อประเมินพื้นที่เสี่ยงและเตรียมช่วยเหลือประชาชนล่วงหน้า
กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่า จะมีฝนระลอกใหม่ช่วงวันที่ 10–12 ตุลาคม 2569 โดยเฉพาะวันที่ 10–11 ตุลาคม ต้องเฝ้าระวังภาคกลางตอนล่างและพื้นที่ด้านตะวันตก สำหรับลุ่มน้ำเพชรบุรี ให้ติดตาม เขื่อนแก่งกระจาน ที่มีปริมาณน้ำเกินความจุและยังมีน้ำไหลเข้า พร้อมเตรียมแผนเผชิญเหตุรองรับฝนหนัก ขณะที่เขื่อนปราณบุรี เร่งระบายน้ำเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำฝน โดยมีพื้นที่เฝ้าระวัง ได้แก่ ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ ซึ่งอาจส่งผลต่อมวลน้ำลงเจ้าพระยา รวมถึง อุทัยธานี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ที่เสี่ยงฝนสะสมบริเวณแนวเทือกเขา ส่วนกรุงเทพมหานครและปริมณฑล สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม ยังต้องติดตามฝนระลอกใหม่ช่วง 10–12 ตุลาคมอย่างใกล้ชิด นายเอกนิติย้ำให้ทุกหน่วยงานเชื่อมโยงข้อมูลพยากรณ์ ฝน น้ำท่า น้ำในเขื่อน การระบายน้ำ และสถานการณ์จริงเป็น “ข้อมูลชุดเดียวกัน” ให้กรมชลประทานและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ชี้พื้นที่เสี่ยงแต่ละจังหวัด เพื่อนำไปกำหนดพื้นที่เสี่ยงถึงระดับอำเภอและตำบล เตรียมเครื่องจักร จุดอพยพ ทรัพยากร และแจ้งเตือนประชาชนได้ตรงพื้นที่ พร้อมมอบหมายคณะอนุกรรมการแต่ละลุ่มน้ำประสานจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ทำงานภายใต้ระบบเดียวกัน โดยมี ปภ. เป็นหน่วยประสาน เพื่อยกระดับการบริหารข้อมูล การจัดการน้ำ และการเตรียมพร้อมของภาคกลางให้เป็นต้นแบบ (Model) ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่อื่นต่อไป








