“สาธารณสุข” เตรียมพร้อมย้ายผู้ป่วย กลุ่มเปราะบาง สำรองยา “กลาโหม” ระดมกำลังพล ยานพาหนะ เครื่องจักร รับมือฝนตกหนักภาคใต้

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เน้นย้ำถึงการเตรียมความพร้อมรับมือกับระดับน้ำที่ยังสูงขึ้นของโรงพยาบาลในจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเฉพาะโรงพยาบาลพุทธโสธร และเตรียมพร้อมรับมือมวลน้ำระลอกใหม่ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จากการคาดการณ์ฝนตกหนัก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งขณะนี้ ทั้ง 2 เขตสุขภาพ ได้เตรียมความพร้อมทั้งระบบบริการทางการแพทย์และสถานพยาบาล เส้นทางลำเลียง/ส่งต่อผู้ป่วย ระบบสำรองไฟฟ้า เชื้อเพลิง น้ำประปา ออกซิเจนทางการแพทย์ และระบบการสื่อสารพร้อมใช้งาน สามารถจัดตั้งโรงพยาบาลสนามได้ทันทีหากเกิดเหตุจำเป็น รวมทั้งเตรียมพร้อมกำลังคน เวชภัณฑ์สำคัญ 13 รายการ การจัดทำพิกัดและรายชื่อกลุ่มเปราะบางอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ปลอดภัยได้อย่างรวดเร็วเมื่อมีการแจ้งเตือนภัย ช่วยลดความสูญเสีย ตลอดจนการซ้อมแผนอย่างเป็นระบบ

พร้อมทั้งกำชับให้จังหวัดพื้นที่ภาคใต้ ทบทวนแผนประคองกิจการ และเตรียมความพร้อมย้ายผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง ตรวจสอบเส้นทางเลี่ยงเพื่อปรับแผนการส่งต่อผู้ป่วยวิกฤต เร่งรัดค้นหาและเคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบาง สั่งการโรงพยาบาลเสี่ยงน้ำท่วม สำรองยา เวชภัณฑ์ ออกซิเจน และทรัพยากรสำคัญให้เพียงพออย่างน้อย 72 ชั่วโมง ดูแลสุขาภิบาล และเฝ้าระวังโรค ตลอดจนสื่อสารความเสี่ยงให้ประชาชนในประเด็นการบริการของสถานพยาบาล การดูแลสุขภาพในระยะฟื้นฟู และให้คงระดับการบริหารจัดการ เพื่อการตอบโต้ และฟื้นฟู

สำหรับภาพรวมพื้นที่ประสบอุทกภัย ล่าสุดลดลงเหลือ 23 จังหวัด สถานบริการสาธารณสุขได้รับผลกระทบรวม 153 แห่ง ยังคงเปิดบริการตามปกติ 87 แห่ง ให้บริการบางส่วน 11 แห่ง และหยุดบริการ 55 แห่ง จัดทีมแพทย์และสาธารณสุขลงพื้นที่ดูแลกลุ่มเปราะบางเพิ่มขึ้นเป็น 87,489 ราย ให้บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข รวม 238,836 ครั้ง เข้าสนับสนุนศูนย์พักพิงฯ ที่ยังคงเปิด ณ ปัจจุบัน รวม 184 แห่ง มีผู้รับบริการรวม 14,207 คน สนับสนุนยาและเวชภัณฑ์รวม 234,264 รายการ เป็นยารักษาน้ำกัดเท้ามากที่สุด ขณะที่การดำเนินงานในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้ปรับเปลี่ยนจากภาวะฉุกเฉินสู่การฟื้นฟูชุมชนอย่างเป็นระบบและดูแลประชาชนให้ครอบคลุม ปรับโรงพยาบาลสนาม เป็นศูนย์ฟื้นฟูชุมชน เหลือบริการผู้ป่วยนอก รับยาทั่วไป ในเวลาทำการ และเสริมทีมเฉพาะด้านรองรับระยะฟื้นฟู ตลอดจนจัดโซนลงพื้นที่ดูแลประชาชน ทั้งกาย จิต การควบคุมโรคและอนามัยสิ่งแวดล้อม ร่วมกับสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร

สำหรับด้านกำลังพล พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้หารือร่วมกับผู้แทนกองบัญชาการกองทัพไทย เหล่าทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เน้นย้ำให้ทุกเหล่าทัพติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะแนวโน้มฝนในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งต้องเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ล่วงหน้า ทั้งกำลังพล ยานพาหนะ เครื่องจักร เครื่องมือกู้ภัย ยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ และทรัพยากรที่จำเป็น เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันที หากเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก หรือสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน ขณะเดียวกัน ให้ทุกหน่วยสามารถปรับและเคลื่อนย้ายกำลัง รวมถึงยุทโธปกรณ์ไปสนับสนุนพื้นที่ที่มีความจำเป็นตามสถานการณ์ โดยพิจารณาจากความต้องการของหน่วยงานที่รับผิดชอบและข้อมูลจากพื้นที่เป็นสำคัญ

สำหรับการสนับสนุนเรือผลักดันน้ำ ปัจจุบันกองทัพเรือจัดเรือผลักดันน้ำประมาณ 90 ลำ กระจายสนับสนุนในพื้นที่ต่างๆ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 16 ลำ นครนายก 30 ลำ ฉะเชิงเทรา 20 ลำ และสมุทรปราการ 24 ลำ ล่าสุด เมื่อมีความต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการเร่งผลักดันน้ำออกสู่ทะเล กระทรวงกลาโหมได้ประสานจังหวัดนครนายกเพื่อปรับย้ายเรือผลักดันน้ำจำนวน 10 ลำ จากจำนวน 30 ลำ ที่สนับสนุนอยู่ไปช่วยเหลือในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม โดยเริ่มเคลื่อนย้ายแล้ว เพื่อสนับสนุนแผนบริหารจัดการน้ำตามสถานการณ์

พลโท อดุลย์ กล่าวว่า การจัดสรรกำลังและยุทโธปกรณ์ของกองทัพจะดำเนินการให้สอดคล้องกับความต้องการของหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการบริหารจัดการน้ำ ทั้งจังหวัด กรมชลประทาน กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากแต่ละหน่วยงานมีข้อมูลและความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการน้ำโดยตรง ขณะที่กองทัพทำหน้าที่เป็นกำลังสนับสนุน โดยนำศักยภาพที่มีเข้าไปเติมเต็มในส่วนที่จำเป็น ให้ถูกพื้นที่ ถูกเวลา และไม่ซ้ำซ้อน ส่วนพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขัง กองทัพพร้อมสนับสนุนตั้งแต่การอพยพและเคลื่อนย้ายประชาชน การลำเลียงอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น การสนับสนุนด้านการแพทย์และการขนส่ง ตลอดจนการเปิดเส้นทางและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่การสัญจรได้รับผลกระทบ สำหรับพื้นที่ที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลายและระดับน้ำลดลง ให้ปรับภารกิจเข้าสู่ระยะฟื้นฟูทันที โดยประสานกำลังพลจากเหล่าทัพสนับสนุนหน่วยงานในพื้นที่ทำความสะอาด เก็บขยะและสิ่งกีดขวาง ฟื้นฟูเส้นทางสัญจร บ้านเรือน ชุมชน และพื้นที่สาธารณะ รวมถึงการดำเนินกิจกรรม Big Cleaning เพื่อเร่งคืนพื้นที่และคุณภาพชีวิตให้ประชาชนกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว พลโท อดุลย์ ย้ำว่า ทหารเป็นกำลังสนับสนุน หน่วยงานที่มีหน้าที่และความเชี่ยวชาญเป็นผู้บริหารจัดการพื้นที่ เมื่อมีความต้องการการสนับสนุนกองทัพจะนำกำลังและยุทโธปกรณ์เข้าไปเติมให้ตรงจุด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ซึ่งกระทรวงกลาโหมและทุกเหล่าทัพยังคงเตรียมความพร้อมทั้งด้านกำลังพลและยุทโธปกรณ์ เพื่อรองรับสถานการณ์อุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้และพื้นที่อื่น ๆ พร้อมปรับกำลังเข้าสนับสนุนได้ตามสถานการณ์ ขณะเดียวกันจะเดินหน้าภารกิจฟื้นฟูในพื้นที่ที่น้ำลด ควบคู่กันไป เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนต่อเนื่องตั้งแต่ “รับมือ–ช่วยเหลือ–ระบายน้ำ–ฟื้นฟู” จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง