นายกฯ เปิด Thailand Pavilion น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียงพัฒนาประเทศ ในงาน IMF-World Bank 2026 “เอกนิติ” ชู AI สร้างงาน เพิ่มรายได้คนไทย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “พระราชปณิธานอันทรงคุณค่า : เสริมพลังประชาชน สร้างความเข้มแข็งเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลง” (Thai Pavilion: “The Royal Legacy – Empowering People, Building Resilience”)ซึ่งจัดขึ้นควบคู่กับการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12 – 18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีผู้เข้าร่วมจาก 191 ประเทศ กว่า 15,000 คน ทั้งผู้กำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจและการเงิน ผู้บริหารสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ภาคเอกชน นักวิชาการและผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆ ทั่วโลก

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หัวข้อ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ของการประชุมประจำปีในครั้งนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของไทยในการให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา และเสริมสร้างความสามารถของสังคมในการรับมือกับโลกที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มมากขึ้น สำหรับประเทศไทย แนวคิดดังกล่าวมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อันได้รับแรงบันดาลใจจากพระราชดำริและพระราชจริยวัตรของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยตลอดระยะเวลากว่า 7 ทศวรรษ พระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาได้สะท้อนหลักความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันต่อความเปลี่ยนแปลง บนพื้นฐานของความรู้และคุณธรรม ซึ่งยังคงมีความสำคัญต่อการพัฒนาในปัจจุบัน พระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาทรงแสดงให้เห็นว่า ความก้าวหน้าไม่ควรวัดเพียงการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ควรครอบคลุมถึงความเข้มแข็งของชุมชน การดูแลสิ่งแวดล้อม และความสามารถของประชาชนในการรับมือกับความท้าทายในอนาคต โดยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงยังคงเป็นแนวทางที่มีประโยชน์ต่อการส่งเสริมการพัฒนาที่สมดุล ครอบคลุมและยั่งยืน

นิทรรศการครั้งนี้จัดขึ้นในโอกาสที่ประเทศไทยกำลังเตรียมเข้าสู่การครบรอบ 100 ปี แห่งวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในปี 2570 เพื่อเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระราชกรณียกิจ เชิญชวนให้ผู้เข้าชมได้ร่วมสะท้อนว่าแนวพระราชดำริสามารถนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อรับมือกับความท้าทายในปัจจุบันได้อย่างไร โดยภายใน Royal Pavilion จะนำเสนอพระราชดำริและโครงการพัฒนาที่เปลี่ยนหลักการดังกล่าวให้เป็นแนวทางปฏิบัติ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชน อีกทั้งเชื่อมั่นว่า นิทรรศการจะสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และนำไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนและมีความเข้มแข็งสำหรับทุกคน นอกจากนี้ Thai Pavilion ยังนำเสนอศักยภาพของไทยในด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Public Infrastructure) การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) และสังคมอายุยืน (Longevity) พร้อมกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมไทย เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลกได้รู้จักแนวคิดและศักยภาพของประเทศไทยในหลากหลายมิติ

อีกทั้งในวันแรกของการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำเสนอแนวทางขับเคลื่อน AI ของไทยในเวที “WBG Flagship: Small AI: More and Better Jobs” โดยเน้นว่า AI กำลังเปลี่ยนแปลงโลกของการทำงาน ทั้งสร้างโอกาสและความเสี่ยง และเพิ่มรายได้ของคนไทย ประเทศไทยจึงมุ่งขับเคลื่อน 3 เป้าหมาย ได้แก่ ยกระดับงานที่มีอยู่ สร้างงานใหม่ และทำให้ทุกคนได้รับประโยชน์ ผ่านแนวคิด AI in All, All in AI และ AI for All ดังนี้

AI in All – มุ่งเพิ่มผลิตภาพของธุรกิจที่มีอยู่ เช่น AI “นกกระซิบ” บนแอปพลิเคชันถุงเงิน ที่ช่วยผู้ประกอบการรายย่อยบริหารกิจการ เพิ่มผลกำไร และต่อยอดข้อมูลทางธุรกิจเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ

All in AI – มุ่งเปลี่ยนการลงทุน Data Center และ Cloud ให้เป็นงานคุณภาพสำหรับคนไทย ผ่านโครงการ Skill Bridge เชื่อมโยงการพัฒนาทักษะแรงงานกับความต้องการของภาคธุรกิจ โดยมี 42 โครงการได้รับอนุมัติการสนับสนุนรวม 2,030 ล้านบาท ครอบคลุมแผนฝึกอบรม 76,728 คน พร้อมลดต้นทุนการเข้าถึง AI สำหรับ SMEs และ Startups

AI for All มุ่งช่วยเหลือแรงงานและธุรกิจที่อาจปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
เพื่อไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ดร.เอกนิติ ย้ำว่า การเพิ่มพลังให้ประชาชน (Empowering People) ต้องดำเนินควบคู่กับการปกป้องประชาชน (Protecting People) จากความเสี่ยงของ AI โดยเฉพาะอาชญากรรมและการหลอกลวงทางดิจิทัล พร้อมเรียกร้องให้เกิดความร่วมมือระหว่าง World Bank IMF ธนาคารพัฒนาพหุภาคี (MDBs) และนานาประเทศ เพื่อให้ AI เป็นเครื่องมือสร้างงาน สร้างรายได้ เพิ่มผลิตภาพ ทั้งภาคเกษตร การผลิต สุขภาพ ท่องเที่ยว การเงิน โลจิสติกส์ ค้าปลีก และ SMEs ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างปลอดภัยและทั่วถึง และสร้างการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัย โดยเริ่มต้นความร่วมมือจากเวทีการประชุมที่กรุงเทพมหานครครั้งนี้

นอกจากนี้ยังมีการเสวนา เยาวชนกับแหล่งการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ของเอเชียในยุค AI (Youth and the Next Sources of Economic Growth in Asia in the Age of AI) ซึ่งนายแดน แคตซ์ (Dan Katz) รองกรรมการผู้จัดการเอกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เป็นผู้ดำเนินการเสวนาร่วมกับผู้แทนภาคธุรกิจเทคโนโลยี นักลงทุน และองค์กรเยาวชน เพื่อหารือเกี่ยวกับโอกาสและความท้าทายของเยาวชนในเอเชีย ท่ามกลางความก้าวหน้าของ AI การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และระบบการค้าโลก โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

1. AI สามารถสร้างโอกาสใหม่และยกระดับผลิตภาพทางเศรษฐกิจ ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การขยายตลาด การสร้างธุรกิจใหม่ และการลดต้นทุน

2. การเตรียมความพร้อมของเยาวชนต้องครอบคลุมมากกว่าความรู้และทักษะการใช้ AI โดยต้องพัฒนาการศึกษาและทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต เพิ่มโอกาสในการได้รับประสบการณ์การทำงาน และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีและการศึกษาที่มีคุณภาพ

3. ส่งเสริมการจ้างงานควบคู่กับการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ผ่านการสนับสนุนการจ้างงานจากภาครัฐ การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อธุรกิจ การกำหนดนโยบายและกฎระเบียบที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ การเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน การพัฒนาทักษะและเครือข่ายสนับสนุนธุรกิจ ตลอดจนการลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดระดับภูมิภาคและระดับโลก

4. ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาสระหว่างเมืองกับชนบท โดยสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าถึงความรู้ด้านการผลิต ตลาด มาตรฐานการส่งออก และแหล่งเงินทุน ควบคู่กับการลงทุนของภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อุปกรณ์ และการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง

5. เปิดโอกาสให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายอย่างเป็นรูปธรรมตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การออกแบบและการดำเนินงาน ไปจนถึงการติดตามและประเมินผล

ด้านนายอุกฤษ อุณหเลขกะ (Aukrit Unahalekhaka) ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Thara Green เข้าร่วมการเสวนาในฐานะผู้แทนภาคเอกชนไทย กล่าวถึงการนำ AI มาใช้เพิ่มผลิตภาพและรายได้ของเกษตรกรไทย ผ่านการทำเกษตรแบบแม่นยำ (precision farming) รวมถึงการพัฒนาแนวทางแปรรูปวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นวัสดุคาร์บอนชีวภาพสำหรับการก่อสร้าง การใช้ AI ช่วยจัดทำเอกสาร และการลดอุปสรรคด้านการสื่อสาร พร้อมเน้นว่าเกษตรกรไม่ควรพึ่งพา AI เพียงอย่างเดียว เนื่องจากการทำเกษตรต้องอาศัยทักษะและประสบการณ์ การทำงาน เพื่อให้สามารถใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

สำหรับวันที่13 ตุลาคม 2569 เวลา 13.30-14.30 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร จะมีการเสวนาระดับสูงในหัวข้อ “Building Resilience in a Fragmented World” เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้นำเศรษฐกิจและการเงินระดับโลก โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเข้าร่วมเสวนาด้วย ซึ่ง 3 ประเด็นสำคัญของการเสวนา ได้แก่ 1. การรับมือกับโลกที่แบ่งขั้ว (Navigating Fragmentation): ความท้าทายจากการแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น และผลต่อเศรษฐกิจโลก 2. การเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ (Strengthening Economic Resilience): แนวทางเพิ่มขีดความ สามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง ควบคู่กับการรักษาความเปิดกว้างและความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ และ 3. การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ (Advancing International Cooperation): การแสวงหาแนวทางความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม เพื่อร่วมกันสร้างเศรษฐกิจโลกที่มีความเข้มแข็งและเติบโตอย่างทั่วถึง ผู้ที่สนใจสามารถ
ร่วมติดตามแนวคิดและมุมมองจากผู้นำระดับโลกและรับชมการถ่ายทอดสดได้ที่ www.am2026thailand.go.th

ข่าวที่เกี่ยวข้อง