กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือนสถานการณ์โรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่และโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) ยังพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ย้ำประชาชนปฏิบัติตามหลัก “ปิด-ล้าง-เลี่ยง-หยุด” พร้อมเฝ้าระวังเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ย้ำว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจเพิ่มสูงขึ้นกว่าสัปดาห์ก่อน ทั้งโรคไข้หวัดใหญ่และโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus: RSV) พร้อมขอให้ประชาชนยึดหลัก “ปิด-ล้าง-เลี่ยง-หยุด” และรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล เพื่อป้องกันโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) กองระบาดวิทยา พบว่า ในรอบสัปดาห์การระบาดที่ผ่านมา (11-17 ต.ค. 69) มีการระบาดของโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่และโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV)

สำหรับโรคไข้หวัดใหญ่ พบว่ามีแนวโน้มเพิ่มสูงกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง และในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โดยสัปดาห์ที่ผ่านมามีรายงานผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 15,309 ราย ผู้ป่วยสะสม 543,385 ราย ส่วนโรค RSV มีผู้ป่วย 2,860 ราย ผู้ป่วยสะสม 26,160 ราย

กลุ่มอายุที่มีอัตราป่วยต่อประชากรแสนคนสูงสุด 3 อันดับแรกของโรคไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ กลุ่มอายุ 5-9 ปี กลุ่มอายุ 1-4 ปี และกลุ่มอายุต่ำกว่า 1 ปี ตามลำดับ ขณะที่โรค RSV พบมากในเด็กอายุ 1-4 ปี รองลงมาคือกลุ่มอายุต่ำกว่า 1 ปี และกลุ่มอายุ 5-9 ปี ตามลำดับ

โรคทั้งสองชนิดเป็นโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจที่มักพบการระบาดในช่วงฤดูฝนต่อเนื่องไปจนถึงฤดูหนาว หากไม่มีการป้องกันที่เหมาะสม อาจเสี่ยงต่อการแพร่กระจายและเกิดการระบาดเป็นกลุ่มก้อนได้ง่าย โดยเฉพาะในโรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และสถานที่ชุมชน กลุ่มเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง เนื่องจากอาจนำไปสู่การเจ็บป่วยรุนแรง ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว

แม้โรคทั้งสองชนิดจะมีอาการใกล้เคียงกัน แต่สามารถสังเกตความแตกต่างได้ โดยผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่มักมีไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะ ร่วมกับอาการไอแห้งและเจ็บคอ ส่วนผู้ป่วย RSV มักเริ่มจากมีไข้ ไอ และน้ำมูกไหล บางรายอาจมีอาการรุนแรง เช่น หอบเหนื่อยหรือหายใจมีเสียงหวีด (wheezing) โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ซึ่งอาจทำให้กินนมได้น้อย ซึมลง หรือมีอาการซี่โครงบุ๋มขณะหายใจ หากพบอาการรุนแรงควรรีบไปพบแพทย์ทันที

ทั้งนี้ ปัจจุบัน RSV ยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะ การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการ การสังเกตอาการจึงเป็นสิ่งสำคัญในการเฝ้าระวังบุตรหลาน อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว

ด้านนายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กรมควบคุมโรคเน้นย้ำให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการป้องกันตนเองด้วยหลัก “ปิด-ล้าง-เลี่ยง-หยุด” อย่างเคร่งครัด ได้แก่
1. ปิด สวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการไอหรือจาม หรืออยู่ในสถานที่แออัดและมีคนจำนวนมาก
2. ล้าง หมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่เป็นประจำ
3. เลี่ยง หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วย
4. หยุด หากบุตรหลานมีไข้ ไอ หายใจลำบาก หรือซึม ควรหยุดเรียนและรีบพาไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม

    หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง