“ภราดร” หารือ โปแลนด์ – OECD ยกระดับมาตรฐานด้านความซื่อตรงในการบริหารงานภาครัฐต่อต้านการทุจริต พร้อมเข้าเป็นสมาชิก OECD

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พบหารือกับผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโปแลนด์ประจำประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของสาธารณรัฐโปแลนด์ และผู้แทนองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) พร้อมทั้งเป็นประธานเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและยกระดับมาตรฐานด้านความซื่อตรงในการบริหารงานภาครัฐ (Workshop to Strengthen Capacity and Raise Standards of Public Integrity in Public Administration) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–22 ตุลาคม 2569 โดยมีผู้แทนสาธารณรัฐโปแลนด์ นำโดยนางสาวโมนิกา เชวิซกา
(Ms. Monika Krzewicka) อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโปแลนด์ประจำประเทศไทย พร้อมคณะ และผู้แทนหน่วยงานภาคีเครือข่าย เข้าร่วม

นายภราดร กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ได้จัดทำ workshop ร่วมกับหน่วยงานราชการต่าง ๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรภาครัฐของไทยผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และการฝึกปฏิบัติจริง โดยเร่งดำเนินการให้ทันตามกรอบเวลา และมีผู้เชี่ยวชาญจากประเทศโปแลนด์มาให้ความรู้และแนวทางในการเดินหน้าประเทศให้เข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ซึ่งจะทำให้ได้เห็นประสบการณ์และแนวปฏิบัติมาเป็นต้นแบบที่สำคัญ ซึ่งจากข้อมูลการประเมินค่าดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ในด้านกติกาและข้อกฎหมายของประเทศไทยมีความเข้มแข็งเพียงพอและอยู่ในระดับค่าเฉลี่ยมาตรฐาน แต่จุดที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือการนำไปปฏิบัติจริง ซึ่งยังไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงเป็นความท้าทายของทุกหน่วยงานที่จะร่วมกันพัฒนากลไกป้องกันการทุจริตของหน่วยงานภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และสนับสนุนการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD อย่างยั่งยืนต่อไป

สำหรับกรอบเวลาหรือโรดแมป (Roadmap) ในรัฐบาลชุดก่อน ได้กำหนดเป้าหมายระยะเวลาไว้ที่ 5 ปี แต่ในรัฐบาลปัจจุบันได้ปรับลดระยะเวลาลงเหลือเพียง 3 ปี ซึ่งทำให้ทุกภาคส่วนต้องเร่งการดำเนินงานให้เป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนด แต่ไม่ว่าการกำหนดระยะเวลาจะเป็น 3 ปี หรือ 5 ปี จะไม่มีความสำคัญหากเมื่อเข้าสู่ OECD แล้วในทางปฏิบัติไม่สามารถที่จะดำเนินการตามกรอบของกฎหมายได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญและเป็นเป้าหมายสูงสุด คือการสร้างความตระหนักรู้ และสร้างเครื่องมือให้มีความเข้มแข็ง และมีผลบังคับใช้อย่างจริงจัง

นอกจากนี้ รัฐบาลได้เดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD อย่างเต็มที่ โดยเมื่อวันที่ 19–20 ตุลาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ได้จัดการประชุมสืบค้นข้อเท็จจริง (Fact-Finding Meeting) ร่วมกับคณะผู้แทน OECD เพื่อประเมินความพร้อมของประเทศไทยด้านความซื่อตรงในภาครัฐและการต่อต้านการทุจริต

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การจัดประชุมดังกล่าวเพื่อประเมินความพร้อมของประเทศไทยด้านความซื่อตรงในภาครัฐและการต่อต้านการทุจริต ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD การประชุมครั้งนี้ดำเนินการโดยคณะทำงานด้านความซื่อตรงในภาครัฐและการต่อต้านการทุจริต (OECD Working Party on Public Integrity and Anti-Corruption: PIAC) ภายใต้คณะกรรมการธรรมาภิบาลภาครัฐ (Public Governance Committee: PGC) โดย ป.ป.ท. ได้เชิญผู้แทนหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ร่วมชี้แจงข้อมูลเชิงลึกและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคณะผู้แทน OECD เพื่อสะท้อนภาพการดำเนินงานส่งเสริมความซื่อตรงและป้องกันการทุจริตของไทยอย่างรอบด้าน โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำชับให้ภาครัฐต้องพร้อมเรื่องการให้ข้อมูลทุกด้านอย่างเปิดเผยและโปร่งใส และต้องนำข้อสังเกตและข้อเสนอแนะไปปรับปรุง เพื่อพัฒนาระบบธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการป้องกันการทุจริตให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบริการภาครัฐสู่ระบบดิจิทัล การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการดำเนินงานของภาครัฐได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย การประชุมดังกล่าวถือเป็นความคืบหน้าสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานความซื่อตรงภาครัฐของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลตามหลักการของ OECD พร้อมย้ำว่า รัฐบาลตระหนักถึงประโยชน์ของการเข้าเป็นสมาชิก OECD จึงเร่งขับเคลื่อนจนมีความคืบหน้าเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศผู้เข้ารับการประเมินอื่น การเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่เพียงเป้าหมายทางการทูต แต่เป็นโอกาสครั้งสำคัญเพื่อปฏิรูปโครงสร้างระบบราชการ เศรษฐกิจ กฎหมาย และนวัตกรรมของประเทศ ที่ผ่านมาไทยเตรียมความพร้อมอย่างเข้มข้น โดยภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และ ป.ป.ท. เป็นหนึ่งในหน่วยงานสำคัญที่ขับเคลื่อนงานด้านส่งเสริมความซื่อตรงภาครัฐและการต่อต้านการทุจริต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง