ภารกิจการตรวจราชการกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 (อุดรธานี เลย หนองคาย หนองบัวลำภู และบึงกาฬ) ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 2/2569 ณ จังหวัดอุดรธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดศูนย์ผ่าตัดหัวใจ “เมตตา สุคโต” โรงพยาบาลหนองคาย มุ่งให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาโรคหัวใจได้อย่างทันท่วงที โดยขอให้ประชาชนให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมสุขภาพควบคู่กับการรักษาพยาบาล เพื่อให้ประชาชนมีอายุยืนยาวและมีสุขภาพแข็งแรง ไม่เป็นภาระแก่ลูกหลาน พร้อมเป็นประธานพิธีมอบสมุดประจำตัวผู้ได้รับการคัดเลือกให้ทำกินในชุมชน (คทช.) ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าพานพร้าว-ป่าแก้งไก่ เพื่อสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตของประชาชนผ่านการจัดสรรที่ดินทำกิน นายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลยกระดับเรื่องการเกษตรให้เป็นวาระแห่งชาติ เพราะประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านความมั่นคงทางอาหาร และสร้างรายได้ให้คนไทย จึงต้องสร้างความมั่นคงให้แก่ภาคการเกษตรไทยให้ได้มากที่สุด
จากนั้นได้เป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการก่อสร้างโรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์ สถาบันพระบรมราชชนก และโครงการจัดตั้งสถาบันพระบรมราชชนก วิทยาเขตอุดรธานี ณ อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี นายกรัฐมนตรีระบุว่า ทั้งสองโครงการเป็นโครงการสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพของประชาชน ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขควบคู่กับการวางรากฐานการผลิตแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้ระบบสาธารณสุขของประเทศไทยมีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยนั้น ประชาชนควรมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ มีสุขภาพที่ดี และสามารถดูแลตนเองได้ในระดับหนึ่ง ไม่เป็นภาระของลูกหลาน พร้อมย้ำว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนงบประมาณในปี 2571 เพื่อเร่งขับเคลื่อนการก่อสร้างและพัฒนาสถาบันให้เป็นรูปธรรม เพื่อช่วยยกระดับการดูแลสุขภาพประชาชน รวมถึงความมั่นคงและความเจริญของประเทศ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนจากต่างประเทศ
นอกจากนี้ยังได้ตรวจเยี่ยมศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคมจังหวัดอุดรธานี สาขาอำเภอเมืองอุดรธานีแห่งที่ 2 ค่ายเสนีย์รณยุทธ (กก.ตชด.24) เพื่อติดตามการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรอย่างยั่งยืน หรือ “อุดรโมเดล พลัส” ซึ่งปัญหายาเสพติดส่งผลกระทบทั้งต่อผู้ป่วย ครอบครัว ชุมชน และสังคม การแก้ไข ปัญหาจึงต้องดำเนินการควบคู่กันทั้งการปราบปรามผู้ค้า การบำบัดรักษา และการฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตและประกอบอาชีพในสังคมได้อย่างเหมาะสม ผู้ป่วยบางรายแม้ผ่านการบำบัดจนมีอาการดีขึ้น แต่ยังต้องได้รับการฟื้นฟูและติดตามดูแลอย่างต่อเนื่องก่อนกลับคืนสู่ครอบครัวและชุมชน ศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคมจึงมีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยงกลับไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด พร้อมเน้นย้ำให้ทุกพื้นที่ขับเคลื่อนนโยบาย “หนึ่งอำเภอ หนึ่งศูนย์บำบัดฟื้นฟู” บูรณาการฝ่ายปกครอง ตำรวจ และสาธารณสุข ตั้งแต่การคัดกรอง ส่งต่อ รักษา ฟื้นฟู ไปจนถึงติดตามดูแลหลังกลับบ้าน โดยให้นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมติดตามอย่างใกล้ชิด หากพบความผิดปกติหรือความเสี่ยงกลับไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ให้ประสานความช่วยเหลือโดยเร็ว โดยศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคมจังหวัดอุดรธานี เป็นศูนย์พักคอยผู้ป่วยจิตเวชก่อนกลับคืนสู่สังคม มุ่งดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีพฤติกรรมก่อเหตุรุนแรง ผ่านกระบวนการฟื้นฟู 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1. เตรียมการและคัดกรอง 2. ดูแลการใช้ยาของผู้ป่วยจิตเวช 3. ฟื้นฟูจิตใจ 4. ฟื้นฟูร่างกายและจิตวิญญาณ 5. ฝึกอาชีพ และ 6. เตรียมความพร้อมกลับคืนสู่สังคม เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวและชุมชนได้อย่างเหมาะสม
สำหรับการปราบปรามที่ผ่านมาสามารถจับกุมและยึดยาเสพติดได้มูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี จากการปฏิบัติงานของตำรวจ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ทหาร ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความร่วมมือของประชาชนในการแจ้งเบาะแส พร้อมกำชับให้ทุกฝ่ายเร่งสกัดกั้นเครือข่ายและเส้นทางลำเลียงยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวทาง “พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติดพิชิตอันธพาล”
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังเป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 – 14 มีนาคม 2570 ที่ได้รับการรับรองจากสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งานนี้ประเทศไทยจะได้แสดงศักยภาพด้านพืชสวน เกษตรกรรม และความหลากหลายทางชีวภาพของไทยสู่เวทีโลก โดยมุ่งนำเสนอความเชื่อมโยงระหว่างพืช น้ำ และผู้คน ผ่านการอนุรักษ์พันธุ์พืชและพื้นที่ชุ่มน้ำ การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเพาะปลูก เพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิตและมูลค่าสินค้าเกษตร สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรชีวภาพอย่างคุ้มค่า การหมุนเวียนทรัพยากร และการรักษาสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายระหว่างเกษตรกร นักวิจัย ผู้ประกอบการ และหน่วยงานจากนานาประเทศ เพื่อขยายโอกาสด้านการพัฒนาตลาดและต่อยอดธุรกิจ โดยรัฐบาลมุ่งให้ประโยชน์จากการจัดงานกระจายสู่ประชาชนอย่างทั่วถึง ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจขนส่ง และภาคบริการ พร้อมส่งเสริมบทบาทของภาคตะวันออก เฉียงเหนือในฐานะแหล่งผลิตสินค้าเกษตร อาหาร และแหล่งท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ หลังเสร็จสิ้นการจัดงานมีแผน พัฒนาต่อยอดให้เป็นพื้นที่สีเขียว แหล่งเรียนรู้ด้านพืชสวน และพื้นที่จัดแสดงสินค้าและนวัตกรรมเกษตร รวมถึงรองรับกิจกรรมระดับนานาชาติในอนาคต ควบคู่กับการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อสร้างประโยชน์แก่ชุมชนในระยะยาว
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เร่งขับเคลื่อนการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะ 5 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ เลย และหนองบัวลำภู รวม 78 โครงการ วงเงินกว่า 327,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ การค้าชายแดน และการท่องเที่ยว โดยยกระดับระบบรางเป็นโครงข่ายหลักในการขนส่งผู้โดยสารและสินค้า เพิ่มบทบาทระบบถนนเป็นโครงข่ายเชื่อมต่อ (Feeder) ระยะทางไม่เกิน 150 กิโลเมตร เพื่อป้อนการเดินทางและการขนส่งเข้าสู่ระบบราง พร้อมเชื่อมโยงการขนส่งทางน้ำและทางอากาศอย่างไร้รอยต่อ ผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการขนส่งและโลจิสติกส์ของภูมิภาค นอกจากนี้ยังได้ติดตามความคืบหน้าโครงการรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูงไทย – จีน การพัฒนาศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้านาทา และแผนก่อสร้างสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโขงแห่งใหม่ความยาว 735 เมตร รวม 4 ทาง เพื่อยกระดับจังหวัดหนองคายเป็นประตูโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย ออกแบบรายละเอียดแล้วเสร็จ และส่งรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแล้ว เพื่อรองรับการเชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟไทย – ลาว – จีน ในอนาคต
นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ส่งเสริมการบินทั่วไป (General Aviation: GA) กีฬาทางอากาศ รวมถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น อากาศยานขึ้นลงแนวดิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้า (eVTOL) และการคมนาคมทางอากาศขั้นสูง (AAM) จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงเมืองรองและยกระดับการแพทย์ฉุกเฉิน ให้สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) บูรณาการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและจังหวัดเริ่มต้น Sandbox ระยะที่ 1 และ 2 เน้นภารกิจส่งต่อเวชภัณฑ์ฉุกเฉิน (EMS) และโลจิสติกส์เชื่อมโยงข้ามแดน หนองคาย-เวียงจันทน์ เป็นลำดับแรก และให้กรมท่าอากาศยาน ร่วมกับจังหวัดและท้องถิ่น จัดเตรียมพื้นที่จุดจอดอากาศยานแนวดิ่ง (Vertiport) ให้เชื่อมต่อกับโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงและสถานีขนส่งหลักอย่างไร้รอยต่อ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี เร่งขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และเกษตรกร ให้ก้าวผ่านวิกฤตเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ชูมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สู้หนี้นอกระบบเพื่อบรรเทาภาระของพ่อค้าแม่ค้า โดยร่วมมอบสินเชื่อ “โครงการบ้านคนละหลังพลัส” ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ พร้อมผลักดันเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Green Energy Transition) จากปัญหาราคาพลังงานและราคาน้ำมันนำเข้าที่พุ่งสูง โดยกระทรวงการคลังร่วมมือกับสถาบันการเงินรัฐ ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารออมสิน ออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ลดค่าไฟได้ โดยไม่ต้องสำรองจ่ายล่วงหน้า นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการใช้น้ำมันพลังงานเกษตรภายในประเทศ เช่น น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 และน้ำมันดีเซล B20 เพื่อลดการพึ่งพิงพลังงานนำเข้า
นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญากลุ่มทอผ้าโบราณบ้านโนนกอก จังหวัดอุดรธานี เพื่อส่งเสริมผ้าทอพื้นถิ่นสู่ตลาดสากล และต่อยอดการท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้ชุมชน โดยมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์และ อสมท. สนับสนุนการเผยแพร่เรื่องราวของผ้าทอบ้านโนนกอก ตั้งแต่ที่มาของสีบัวแดง ความประณีตของกระบวนการทอ ไปจนถึงการนำผ้าไทยไปใช้ในแฟชั่นร่วมสมัย เพื่อให้ผู้บริโภคเห็นคุณค่าของผลิตภัณฑ์ ขยายการรับรู้ในวงกว้าง และเพิ่มโอกาสให้ผู้ผลิตเข้าถึงตลาดใหม่ พร้อมผลักดัน อัตลักษณ์ผ้าทอไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ซึ่งจะส่งเสริมศูนย์การเรียนรู้ฯ ให้เป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวและคณะศึกษาดูงานทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้เรียนรู้การย้อมสีชมการทอผ้า และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากชุมชนโดยตรง เพื่อกระจายรายได้สู่ช่างทอ รวมถึงผู้ประกอบการอาหาร ที่พัก และสินค้าท้องถิ่น








