กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีข้อสั่งการในการเตรียมความพร้อมและแก้ไขสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเน้นย้ำให้มีการบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัยให้ครบถ้วนทุกมิติ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้มีหนังสือด่วนที่สุด แจ้งข้อสั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด 17 จังหวัดภาคเหนือ (เชียงราย, เชียงใหม่, แม่ฮ่องสอน, น่าน, พะเยา, แพร่, ลำปาง, ลำพูน, ตาก, อุตรดิตถ์, พิษณุโลก, สุโขทัย, กำแพงเพชร, พิจิตร, เพชรบูรณ์, นครสวรรค์ และอุทัยธานี) ดังนี้
1. ขอให้บริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัยให้ครบถ้วนทุกมิติ ประกอบด้วย
1.1 การเตรียมความพร้อมก่อนเกิดอุทกภัย โดยขอให้คาดการณ์สถานการณ์อุทกภัยที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในพื้นที่ล่วงหน้า รวมทั้งเตรียมความพร้อมพื้นที่รองรับปริมาณน้ำ เช่น การขุดลอกท่อระบายน้ำ การกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เป็นต้น ตลอดจนจัดเตรียมเครื่องจักรกลและอุปกรณ์กู้ชีพกู้ภัย เพื่อรองรับเหตุการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น โดยขอให้พิจารณาจัดเตรียมอุปกรณ์ที่รองรับการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ให้มีประสิทธิภาพ เช่น เรือเจ็ตสกี เป็นต้น
1.2 การบริหารสถานการณ์ขณะเกิดอุทกภัย โดยขอให้ออกประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยระดับจังหวัดและอำเภอในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยอย่างทันท่วงที รวมทั้งจัดตั้งศูนย์ประสานงานส่วนหน้า เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัยตามแผนเผชิญเหตุ ตลอดจนออกประกาศแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยให้อพยพออกจากพื้นที่ นอกจากนี้ ขอให้ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที เพื่อให้ประชาชนเกิดความอุ่นใจและไม่รู้สึกถูกทอดทิ้ง เช่น การจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ได้มาตรฐานและมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น ครบถ้วน การจัดตั้งโรงครัวกลาง เพื่อประกอบอาหารช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ได้คุณภาพ และมีรายการอาหารที่หลากหลาย การแจกถุงยังชีพที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน เป็นต้น
1.3 การให้ความช่วยเหลือหลังเกิดอุทกภัย โดยขอให้สำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้น จากอุทกภัย ทั้งในด้านการบาดเจ็บและสูญเสียชีวิต ความเสียหายด้านทรัพย์สินและที่อยู่อาศัย และความเสียหาย พื้นที่เกษตรกรรม รวมทั้งให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบตามหลักเกณฑ์ระเบียบ กฎหมาย ที่กำหนดอย่างรวดเร็วและทั่วถึง ตลอดจนให้ความสำคัญกับการดูแลสภาพจิตใจของผู้ได้รับผลกระทบ
จากสถานการณ์อุทกภัย
2. ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดให้ความสำคัญกับการสื่อสารในการบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัย โดยอาศัยช่องทางการสื่อสารทุกช่องทางเพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการรับมือสถานการณ์อุทกภัยของประชาชน เช่น หอกระจายข่าว เป็นต้น รวมทั้งใช้การสร้างความร่วมมือเครือข่ายทุกภาคส่วนในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย
3. ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด พิจารณาบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ให้เหมาะสม โดยวางแผนกักเก็บน้ำในเขื่อนและแหล่งน้ำ เพื่อป้องกันการเกิดอุทกภัยและกักเก็บน้ำสำหรับไว้ใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้ง
4. ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดชี้แจงทำความเข้าใจกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการสนับสนุนภารกิจการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เช่น การจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว การจัดตั้งโรงครัวกลาง การแจกถุงยังชีพ เป็นต้น โดยขอให้พิจารณาใช้แหล่งงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีระเบียบ กฎหมายรองรับการใช้งบประมาณดังกล่าวไว้แล้ว
ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามสภาพอากาศ ข้อมูลสถานการณ์และข่าวสารจากทางราชการอย่างต่อเนื่องและเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยที่อาจเกิดขึ้น โดยปฏิบัติตามคำแนะนำของทางราชการอย่างเคร่งครัด โดยสามารถติดตามประกาศการแจ้งเตือนภัยรายพื้นที่ได้ที่แอปพลิเคชัน “THAI DISASTER ALERT” ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ทั้งระบบ IOS และ Android รวมถึงทางสื่อสังคมออนไลน์บัญชีทางการของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย Facebook กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM และ X @DDPMNews ทั้งนี้ หากได้รับความเดือดร้อนจากสาธารณภัย ประชาชนสามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือทางไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ1784” โดยเพิ่มเพื่อน Line ID @1784DDPM รวมถึงสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง
นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และประธานคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว) ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยลุ่มน้ำโขงเหนือ เป็นประธานการประชุมคณะทำงานฯ ครั้งที่ 1/2568 ร่วมกับผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กล่าวว่า นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะประธานกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เป็นห่วงสถานการณ์ฝนที่ตกหนักในทุกพื้นที่ของประเทศ ได้สั่งการให้ สทนช. ตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว) ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย เพื่อบริหารสถานการณ์ ประกอบกับจังหวัดเชียงรายอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงเหนือ มีความซับซ้อนของปัญหา ทั้งในเรื่องพื้นที่ชายแดนที่ติดกับฝั่งประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องรองรับมวลน้ำบางส่วนจากเมียนมา ขณะที่ กรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) คาดการณ์สภาพอากาศพบว่า ร่องมรสุมจะเลื่อนขึ้นไปพาดผ่านภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และ สปป.ลาว จะทำให้พื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงมีฝนตกหนักถึงหนักมากต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 29 พฤษภาคมนี้
สำหรับการตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าฯ เป็นไปตามกลไกของมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2568 ในมาตรการที่ 6 ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุตั้งศูนย์ส่วนหน้าก่อนเกิดภัยและฟื้นฟูสภาพให้กลับสู่สภาพปกติได้มีการมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันปรับเกณฑ์การเฝ้าระวัง แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำแม่สายในแต่ละกรณีให้มีความชัดเจน และขอให้มีการเชื่อมโยงข้อมูลแผนที่น้ำท่วม (Flood Map) และนำข้อมูลเรดาร์กรมอุตุนิยมวิทยาไปประกอบในการเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในพื้นที่ รวมทั้งให้ สสน. พิจารณาดำเนินการนำระบบสำรวจภูมิประเทศ (Mobile Mapping System : MMS) และระบบแสดงผลข้อมูลแผนที่ 3 มิติ
แบบออนไลน์ เพื่อสนับสนุนการวางแผนการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อำเภอแม่สายด้วย พร้อมประสานและกำหนดเจ้าภาพหลักในการคาดการณ์สถานการณ์น้ำในแต่ละแม่น้ำและลำน้ำ ในส่วนการบริหารจัดการน้ำให้กรมชลประทานและกรมทรัพยากรน้ำพิจารณาปรับแผนการบริหารจัดการน้ำของอ่างเก็บน้ำที่อยู่ในความรับผิดชอบให้สอดคล้องกับสถานการณ์เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน
รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวด้วยว่า ส่วนแผนระยะยาวให้หน่วยงานร่วมกับสถาบันการศึกษาดำเนินการศึกษาวิจัยการพัฒนาการคาดการณ์หรือแนวทางการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ร่วมกันและให้นำผลการศึกษาข้อมูลพื้นที่เปราะบางและการจัดลำดับความสำคัญในการวางแผนการดำเนินการ ไปใช้เตรียมความพร้อมป้องกันในช่วงฤดูฝนนี้ก่อน เพื่อใช้ประกอบการแจ้งเตือนภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับปัญหาคุณภาพน้ำกกรัฐบาลอยู่ระหว่างเตรียมการเจรจากับเมียนมา เพื่อจัดทำแผนฟื้นฟูและแก้ไขระยะยาว นอกจากนี้ กรมทรัพยากรน้ำได้เตรียมแผนจัดทำฝายดักตะกอนดิน บริเวณแม่น้ำกก จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนไหลเข้ามาในไทย จะช่วยลดตะกอนดินหรือสารพิษที่ไหลลงสู่แม่น้ำกก จังหวัดเชียงรายได้มากขึ้น และในอนาคตการประปาส่วนภูมิภาคสาขาเชียงราย มีแผนจะใช้น้ำจากแม่น้ำลาวแทนแม่น้ำกกในการผลิตน้ำประปาเพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อไป
กรมชลประทานแจ้งเตือนพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท หลังมีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ว่าปริมาณฝนที่ตกในระยะนี้ส่งผลให้ระดับน้ำในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจากการคาดการณ์ในอีก 1 – 3 วันข้างหน้า พบว่าจะมีปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ประมาณ 1,000 – 1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น จึงมีความจำเป็นต้องระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ในอัตราระหว่าง 700 – 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะส่งผลให้พื้นที่ริมน้ำมีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันอีกประมาณ 0.6 – 1.7 เมตร ได้แก่ บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำบริเวณคลองโผงเผง จังหวัดอ่างทอง, คลองบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และตำบลหัวเวียง อำเภอเสนา ตำบลลาดชิด ตำบลท่าดินแดง อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (แม่น้ำน้อย) ซึ่งระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ ยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชน
ทั้งนี้ กรมชลประทานได้ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนไปยัง 11 จังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา (อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ริม 2 ฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาให้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำในระยะนี้อย่างใกล้ชิด หากระดับน้ำทางตอนบนเพิ่มสูงขึ้นและส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้น จะแจ้งให้ทราบเป็นระยะต่อไป
นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงศึกษาธิการ ตระหนักถึงสถานการณ์ฝนตกหนักในหลายพื้นที่ทั่วประเทศในช่วงเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ทั้งนี้ จากรายงานล่าสุดของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้มีการแจ้งเตือนให้ประชาชนในหลายพื้นที่ตอนเหนือของประเทศ เช่น อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ภาคเหนือตอนบน และจังหวัดเลย เร่งยกของขึ้นที่สูงเพื่อป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วมฉับพลัน พร้อมกับเข้าไปทำการช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้กำชับสถานศึกษาทุกแห่งทั่วประเทศ เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด โดยไม่จำกัดเฉพาะพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติในภาคเหนือ หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือเท่านั้น แต่โรงเรียนทุกแห่งจะต้องเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน รวมถึงการจัดทำแผนเผชิญเหตุหากพบสถานการณ์น้ำท่วมหนั
นายคารม ระบุว่า รัฐบาลได้กำชับสถานศึกษาทุกแห่งให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยของครูและนักเรียน โดยตั้งแต่ก่อนเปิดภาคเรียน สพฐ. ได้ออกมาตรการให้สถานศึกษาจัดทำแผนเผชิญเหตุ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว โดยจะต้องมีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุตั้งแต่การเตือนภัย ระหว่างมีภัย และการปฏิบัติตัวหลังเกิดภัยอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ซึ่งในช่วงฤดูฝนเสี่ยงต่อการเกิดเหตุภัยพิบัติต่าง ๆ ขอย้ำให้สถานศึกษาจัดทำแผนเผชิญเหตุให้เหมาะสม โดย สพฐ. จะติดตามและมอนิเตอร์สถานการณ์น้ำท่วมทุก 24 ชั่วโมง เพื่อให้โรงเรียน ครู และนักเรียน ให้มีความปลอดภัย