นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากเหตุอุทกภัยน้ำป่าไหลหลากและดินสไลด์ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนนั้น ได้มีข้อสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมทางหลวง (ทล.) กรมทางหลวงชนบท (ทช.) เฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิดและเร่งบูรณะเส้นทางที่ประสบเหตุน้ำท่วมให้สามารถสัญจรได้อย่างปลอดภัยโดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ดำเนินการติดตั้งป้ายเตือน ป้ายแนะนำเส้นทางเลี่ยงบริเวณสายทางที่ได้รับผลกระทบ พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์ เพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนภายใน 24 ชั่วโมง รวมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานผลการดำเนินงานมายังกระทรวงคมนาคม เพื่อรับทราบสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ และเตรียมความพร้อมในขั้นตอนการป้องกัน (ก่อนเกิดภัย) การเผชิญเหตุ (ขณะเกิดภัย) และขั้นการฟื้นฟู (หลังเกิดภัย) นำไปสู่
การบรรเทา แก้ไข หรือคลี่คลายสถานการณ์ในพื้นที่ให้สำเร็จลุล่วงโดยเร็ว
อย่างไรก็ตาม กระทรวงคมนาคมและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเข้าดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้สถานการณ์ดังกล่าว เกิดผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชน หากมีสถานการณ์ผิดปกติ จะเร่ง
ส่งหน่วยงานเข้าพื้นที่และเร่งจัดการโดยทันที พร้อมกันนี้ ประชาชน สามารถสอบถามข้อมูลการเดินทางเพิ่มเติมหรือแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายระหว่างการเดินทางได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด
24 ชั่วโมง) สายด่วนมอเตอร์เวย์ 1586 กด 7 และตำรวจทางหลวง 1193 ขณะที่สายด่วนกรมทางหลวงชนบท โทร. 1146
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ออกประกาศ เฝ้าระวังน้ำหลาก น้ำท่วมขัง น้ำล้นตลิ่ง ระดับน้ำแม่น้ำโขงและแม่น้ำเจ้าพระยา ระบุว่า ได้ติดตามการคาดการณ์สภาพอากาศพบว่า จะมีฝนตกหนัก
ถึงหนักมากบางแห่ง ทั้งนี้ สทนช. ได้ประเมินวิเคราะห์สภาพอากาศ สถานการณ์น้ำ และคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก ดินโคลนถล่ม ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน)
กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรธรณี กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พบว่ามีพื้นที่บางส่วนเสี่ยงต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม
น้ำท่วมขังในเขตชุมชนเมืองที่เกิดน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำ เนื่องจากระบายน้ำไม่ทัน ในช่วงวันที่ 30 สิงหาคม ถึง วันที่ 3 กันยายน 2568 ดังนี้
1. พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และน้ำท่วมขัง ดังนี้
1.1 ภาคเหนือ บริเวณจังหวัดเชียงราย (อำเภอเมืองเชียงราย แม่สาย เชียงของ เชียงแสน เวียงชัย เวียงเชียงรุ้ง พญาเม็งราย เทิง แม่จัน และดอยหลวง) จังหวัดแม่ฮ่องสอน (อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ปาย ขุนยวม และแม่สะเรียง) จังหวัดเชียงใหม่ (อำเภอแม่แจ่ม ฝาง แม่อาย และอมก๋อย) จังหวัดน่าน (อำเภอท่าวังผา บ่อเกลือ ปัว ภูเพียง แม่จริม เวียงสา และสันติสุข) จังหวัดอุตรดิตถ์ (อำเภอน้ำปาด) จังหวัดตาก (อำเภอท่าสองยางแม่ระมาด แม่สอด พบพระ และอุ้มผาง) จังหวัดพิษณุโลก (อำเภอเมืองพิษณุโลก ชาติตระการ นครไทย และเนินมะปราง) จังหวัดเพชรบูรณ์ (อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ เขาค้อ วังโป่ง และหล่มเก่า)
1.2 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณจังหวัดเลย (อำเภอเมืองเลย เชียงคาน นาแห้ว และปากชม) จังหวัดหนองคาย (อำเภอเมืองหนองคาย ท่าบ่อ ศรีเชียงใหม่ และสระใคร) จังหวัดนครพนม (อำเภอเมืองนครพนม ศรีสงคราม ท่าอุเทน และบ้านแพง) จังหวัดชัยภูมิ (อำเภอเมืองชัยภูมิ เกษตรสมบูรณ์ และคอนสวรรค์) จังหวัดขอนแก่น (อำเภอเมืองขอนแก่น) จังหวัดกาฬสินธุ์ (อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ยางตลาด ฆ้องชัย กมลาไสย และร่องคำ) จังหวัดนครราชสีมา (อำเภอครบุรี โนนแดง บัวลาย บัวใหญ่ ประทาย ปากช่อง เมืองยาง และสีดา) จังหวัดมหาสารคาม (อำเภอเมืองมหาสารคาม) จังหวัดหนองบัวลำภู (อำเภอศรีบุญเรือง) จังหวัดอุดรธานี (อำเภอบ้านดุง พิบูลย์รักษ์ เพ็ญ และสร้างคอม) จังหวัดสกลนคร (อำเภอเมืองสกลนคร วานรนิวาส และอากาศอำนวย) จังหวัดร้อยเอ็ด (อำเภอเมืองร้อยเอ็ด เสลภูมิ พนมไพร และอาจสามารถ) จังหวัดยโสธร (อำเภอเมืองยโสธร คำเขื่อนแก้ว และเลิงนกทา) จังหวัดอำนาจเจริญ (อำเภอเมืองอำนาจเจริญ ชานุมาน เสนางคนิคม และหัวตะพาน) จังหวัดอุบลราชธานี (อำเภอเมืองอุบลราชธานี เขมราฐ เขื่องใน เดชอุดม ตระการพืชผล ตาลสุม บุณฑริก พิบูลมังสาหาร ศรีเมืองใหม่ สว่างวีระวงศ์ และสิรินธร)
1.3 ภาคตะวันออก บริเวณจังหวัดนครนายก (อำเภอเมืองนครนายก บ้านนา และปากพลี) จังหวัดปราจีนบุรี (อำเภอเมืองปราจีนบุรี นาดี และประจันตคาม) จังหวัดสระแก้ว (อำเภอเมืองสระแก้ว โคกสูง ตาพระยา และวัฒนานคร) จังหวัดชลบุรี (อำเภอบางละมุง และศรีราชา) จังหวัดระยอง (อำเภอเมืองระยอง บ้านค่าย ปลวกแดง และนิคมพัฒนา) จังหวัดจันทบุรี (อำเภอเมืองจันทบุรี แก่งหางแมว และขลุง) จังหวัดตราด (อำเภอ
เมืองตราด เกาะกูด เขาสมิง คลองใหญ่ และบ่อไร่)
1.4 ภาคใต้ บริเวณจังหวัดชุมพร (อำเภอเมืองชุมพร พะโต๊ะ และหลังสวน) จังหวัดระนอง (อำเภอเมืองระนอง กระบุรี กะเปอร์ และสุขสำราญ) จังหวัดสุราษฎร์ธานี (อำเภอท่าชนะ บ้านตาขุน และพนม) จังหวัดพังงา (อำเภอเมืองพังงา กะปง คุระบุรี ตะกั่วป่า ทับปุด และท้ายเหมือง) จังหวัดภูเก็ต (อำเภอเมืองภูเก็ต กะทู้ และถลาง)
2. เฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและเล็กที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุเก็บกักบริเวณ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ ตาก เลย บึงกาฬ สกลนคร อุดรธานี ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ นครพนม มุกดาหาร นครราชสีมา ศรีสะเกษ อุบลราชธานี นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ระนอง สุราษฎร์ธานี และกระบี่ และขอให้พิจารณาบริหารจัดการน้ำเขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ เขื่อนนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก ให้สอดคล้อง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบหรือเกิดผลกระทบน้อยที่สุด
3. เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันและระดับน้ำล้นตลิ่งและท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ บริเวณแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาของแม่น้ำสาย บริเวณอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย แม่น้ำอิง บริเวณอำเภอเชียงคำ เทิง พญาเม็งราย ขุนตาล และเชียงของ จังหวัดเชียงราย แม่น้ำยม บริเวณอำเภอเมืองแพร่ สอง และวังชิ้น จังหวัดแพร่ อำเภอเมืองสุโขทัย และศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก แม่น้ำน่าน บริเวณอำเภอเมืองน่าน และเวียงสา จังหวัดน่าน อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ แม่น้ำแควน้อย บริเวณอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ลำน้ำยัง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด
4. เฝ้าระวังผลกระทบจากระดับน้ำในแม่น้ำโขงเปลี่ยนแปลง เนื่องจากมีปริมาณฝนตกสะสม บริเวณสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีแนวโน้มส่งผลกระทบพื้นที่จังหวัดริมแม่น้ำโขง ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี
5. เฝ้าระวังกิจกรรมการใช้น้ำและการสัญจรทางน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา บริเวณ จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ
ในการนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโปรดดำเนินการ ดังนี้
1. ติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตกสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตร ตลอด 24 ชั่วโมง และพื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วม รวมถึงพื้นที่เกิดน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำ
2. ติดตาม ตรวจสอบ ซ่อมแซม แนวคันบริเวณริมแม่น้ำ และเร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อม
วางแผนการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสม ปรับการบริหารจัดการน้ำในแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก น้ำในลำน้ำ รวมถึงเขื่อนระบายน้ำและประตูระบายน้ำ ให้สอดคล้องกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
โดยการเร่งระบายและพร่องน้ำรองรับสถานการณ์ฝนที่คาดว่าจะตกหนัก
3. เตรียมแผนรับสถานการณ์น้ำหลาก เตรียมความพร้อมบุคลากร เครื่องจักรเครื่องมือ รวมถึงความพร้อมของระบบสื่อสาร เพื่อบูรณาการความพร้อมให้ความช่วยเหลือได้ทันที
4. ประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำ และแจ้งเตือนล่วงหน้า ให้ประชาชนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ เตรียมพร้อมในการขนของขึ้นสู่ที่สูงหรืออพยพได้ทันท่วงทีหากเกิดสถานการณ์
นอกจากนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานว่า อุทกภัยและดินสไลด์ จากอิทธิพลพายุ “คาจิกิ” ทำให้เกิดฝนตกหนัก ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2568 – ปัจจุบัน มีสถานการณ์อุทกภัยและดินสไลด์ในพื้นที่ 13 จังหวัด (เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ เลย นครพนม และสุโขทัย) 33 อำเภอ 91 ตำบล 300 หมู่บ้าน เบื้องต้นประชาชนได้รับผลกระทบ 3,281 ครัวเรือน 11,794 คน มีผู้เสียชีวิต 7 ราย (เชียงใหม่ 6 ราย สาเหตุดินสไลด์ แม่ฮ่องสอน 1 ราย สาเหตุจมน้ำ) มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 15 ราย (เชียงใหม่ สาเหตุดินสไลด์) มีผู้สูญหาย 5 ราย (เชียงใหม่ 3 ราย สาเหตุดินสไลด์ แม่ฮ่องสอน 2 ราย สาเหตุน้ำพัดพา) ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์ในพื้นที่ 9 จังหวัด 22 อำเภอ 65 ตำบล 230 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 2,970 ครัวเรือน 10,666 คน ดังนี้
1. จังหวัดเชียงราย วันที่ 27 สิงหาคม 2568 เกิดฝนตกหนักทำให้น้ำไหลหลากเข้าท่วมในพื้นที่ 2 อำเภอ คืออำเภอเมืองฯ และแม่สรวย 5 ตำบล 5 หมู่บ้าน เบื้องต้นส่งผลให้น้ำท่วมผิวการจราจรบนถนนสายบ้านดอย-
แม่ยาว ถนนพหลโยธิน (ขาล่อง) บริเวณแยกพ่อขุน ถนนกลางเวียง บริเวณร้านหอมรัญจวน ซอยทางเข้าวัดห้วยปลากั้ง และมีดินสไลด์ทำให้กำแพงกันดิน ภายในโรงเรียนบ้านใหม่แม่ยางมิ้น ต.ศรีถ้อย อ.แม่สรวย เสียหาย ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและไม่มีผู้เสียชีวิต โดยศูนย์ ปภ. เขต 15 เชียงราย พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าสำรวจความเสียหาย อำนวยความสะดวกด้านการจราจรและให้การช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว
2. จังหวัดพะเยา วันที่ 27 สิงหาคม 2568 เกิดฝนตกหนักทำให้ลำน้ำปี้เอ่อท่วมในพื้นที่ 2 อำเภอ คือ เชียงม่วน และอำเภอเมืองฯ 2 ตำบล 6 หมู่บ้าน เบื้องต้นประชาชนได้รับผลกระทบ 40 ครัวเรือน 148 คน ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและไม่มีผู้เสียชีวิต โดยศูนย์ ปภ. เขต 15 เชียงราย พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าสำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว
3. จังหวัดน่าน วันที่ 27 สิงหาคม 2568 เกิดฝนตกหนักทำให้น้ำไหลหลากเข้าท่วมในพื้นที่ อำเภอเวียงสา 3 ตำบล 3 หมู่บ้าน เบื้องต้นส่งผลให้ประชาชนได้รับผลกระทบ 15 ครัวเรือน 56 คน ท่อลอด 1 แห่ง ฝาย 1 แห่ง มีน้ำท่วมผิวการจราจร บนทางหลวงหมายเลข 101 บริเวณทางเข้าบ้านต้นขนุน ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและไม่มีผู้เสียชีวิต โดยศูนย์ ปภ. เขต 15 พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าสำรวจความเสียหาย ให้การช่วยเหลืออำนวย
ความสะดวกด้านการจราจร และเร่งระบายน้ำออกจาพื้นที่ ปัจจุบันแม่น้ำสามีระดับลดลง
4. จังหวัดแพร่ วันที่ 26 สิงหาคม 2568 เกิดฝนตกหนักทำให้น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ 5 อำเภอ คือ วังชิ้น ลอง เด่นชัย อำเภอเมืองฯ และ สูงเม่น 28 ตำบล 224 หมู่บ้าน เบื้องต้นส่งผลให้ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,013 ครัวเรือน 3,748 คน ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและไม่มีผู้เสียชีวิต โดยผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ศูนย์ ปภ. เขต 15 เชียงราย พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าสำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือเบื้องต้น ปัจจุบันแม่น้ำยมมีระดับน้ำลดลง
5. จังหวัดลำพูน วันที่ 26 สิงหาคม 2568 เกิดฝนตกหนักทำให้น้ำไหลหลากและแม่น้ำทาล้นตลิ่งเข้าท่วมในพื้นที่ 3 อำเภอ คือ อำเภอเมืองฯ แม่ทา และบ้านธิ 4 ตำบล 9 หมู่บ้าน เบื้องต้นส่งผลให้ประชาชน ได้รับผลกระทบ 12 ครัวเรือน 44 คน ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและไม่มีผู้เสียชีวิต โดยศูนย์ ปภ. เขต 10 ลำปาง พร้อมหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องเข้าสำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว
6. จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 27 สิงหาคม 2568 เกิดฝนตกหนักทำให้ดินสไลด์ในในพื้นที่ หมู่บ้านปางอุ๋ง ตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม เบื้องต้นบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย 7 หลัง มีผู้เสียชีวิต 6 ราย (หญิง 3 ราย ชาย 1 ราย เด็กชาย 1 รายเด็กหญิง 1 ราย) และผู้ได้รับบาดเจ็บ 15 ราย มีผู้สูญหาย 3 รายโดย สนง.ปภ.จ. พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าให้การช่วยเหลือนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล ปัจจุบันอยู่ระหว่างค้นหาผู้สูญหาย
7. จังหวัดแม่ฮ่องสอน วันที่ 26 สิงหาคม 2568 เกิดฝนตกหนักทำให้น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ 2 อำเภอ คือ ขุนยวม และอำเภอเมืองฯ 10 ตำบล 56 หมู่บ้าน เบื้องต้นประชาชนได้รับผลกระทบ 1,567 ครัวเรือน และได้รับความเสียหาย 30 หลังคาเรือน 5,485 คน มีผู้เสียชีวิต 1 ราย (หญิง อายุประมาณ 80 ปี พื้นที่ อ.เมืองฯ สาเหตุจมน้ำขณะนอนหลับภายในบ้าน) มีผู้สูญหาย 2 ราย (ชาย 1 ราย หญิง 1 ราย พื้นที่ อ.เมืองฯ สาเหตุน้ำพัดพา) ปัจจุบันแม่น้ำปายมีระดับน้ำลดลง
8. จังหวัดอุตรดิตถ์ วันที่ 26 สิงหาคม 2568 เกิดฝนตกหนักทำให้น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ อำเภอ ท่าปลา 3 ตำบล 11 หมู่บ้าน เบื้องต้นมีบ้านเรือนได้รับผลกระทบ 16 ครัวเรือน 59 คน ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและไม่มีผู้เสียชีวิต โดยศูนย์ ปภ. เขต 9 พิษณุโลก พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าสำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว
9. จังหวัดสุโขทัย วันที่ 28 สิงหาคม 2568 เกิดฝนตกหนักทำให้น้ำแม่น้ำยมเอ่อล้นตลิ่งในพื้นที่ 5 อำเภอ คือ อำเภอเมืองฯ ศรีสัชนาลัย สวรรคโลก ศรีนคร และศรีสำโรง 9 ตำบล 14 หมู่บ้าน เบื้องต้นมีบ้านเรือนได้รับผลกระทบ 300 ครัวเรือน 1,100 คน ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและไม่มีผู้เสียชีวิต โดยศูนย์ ปภ. เขต 9 พิษณุโลก
พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าสำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือเบื้องต้น จังหวัดได้จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราววัดคูหาสุวรรณ มีประชาชนเข้าพัก 17 ราย ปัจจุบันแม่น้ำยมมีระดับน้ำลดลง
ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสาธารณภัย สามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือได้ทางไลน์ ปภ. รับแจ้งเหตุ 1784 หรือสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง