รศ.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง กล่าวถึงกรณีหลังศาลรัฐธรรมนูญ มีมติให้ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง เนื่องจากผิดมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ส่งผลให้คณะรัฐมนตจรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่ง ว่า จากนี้ต้องมีการเจรจาเพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่ให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองขึ้น สิ่งสำคัญปัญหาการขาดเสถียรภาพ ณ ปัจจุบันนี้ กระทบการขับเคลื่อนของระบบเศรษฐกิจอยู่แล้ว เพราะที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกมาแล้วในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้จะเห็นภาพชัดเจนมากขึ้นว่ากระทบในลักษณะอย่างไรบ้าง ซึ่งรัฐบาลชุดใหม่จะต้องเข้ามาแก้ปัญหา รวมถึงปัญหาความมั่นคงบริเวณแนวชายแดนไทย – กัมพูชาในพื้นที่ 7 จังหวัด และการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบมาก่อนหน้านี้ให้สามารถอยู่รอดต่อไปได้ ด้วยการปรับโครงสร้างการแข่งขัน ทั้งนี้ คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโตลดลงเหลือเพียงร้อยละ 2 เท่านั้น ถือเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำมาก รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาต้องเร่งแก้ปัญหางบประมาณขาดดุลให้ได้ แก้ปัญหาหนี้สาธารณะที่มีอยู่กว่าร้อยละ 64 ส่งผลให้ภาครัฐมีงบลงทุนเหลือเพียงร้อยละ 22 จึงต้องบริหารจัดการความเสี่ยงเหล่านี้อย่างระมัดระวังรอบคอบที่สุดและรักษาเสถียรภาพทางการคลังด้วย
นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ย้ำด้วยว่า เมื่อได้รัฐบาลชุดใหม่แล้ว จำเป็นต้องเร่งเจรจามาตรการภาษีกับสหรัฐอเมริกาและดำเนินมาตรการต่อไปได้ ด้วยการออกมาตรการด้านจัดสรรงบประมาณช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาษีทรัมป์ ช่วยเหลือผลกระทบจากปัญหาบริเวณแนวชายแดนไทย – กัมพูชา กระตุ้นภาคการท่องเที่ยวของประเทศและกระตุ้นการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC หลังอาจมีบางส่วนชะลอการลงทุนช่วงประเทศไทยจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศช่วงรอยต่อ