นายกฯ ลงพื้นที่หาดใหญ่ เร่งฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัย ย้ำ คืนพื้นที่สะอาด ปลอดภัย เร่งเยียวยา ประชาชนโดยเร็ว

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามการเร่งรัดฟื้นฟูสถานการณ์อุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยมี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม

นายอนุทิน กล่าวว่า ขอขอบคุณทุกภาคส่วนโดยเฉพาะผู้บัญชาการสถานการณ์ คือ พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่ได้ลงมาบังคับการสถานการณ์ภายใต้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และอยู่ในพื้นที่ตลอดเวลา โดยขณะนี้รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินครอบคลุมในพื้นที่จังหวัดสงขลา และเร่งพิจารณาเรื่องการสนับสนุนทุกด้านเพื่อฟื้นฟูเขตอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ให้กลับมาโดยเร็ว

ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ขณะนี้มีการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม 7 แห่ง รอบจังหวัดสงขลา มีเป้าหมายที่สำคัญที่สุด คือดูแลประชาชน โดยเฉพาะด้านสุขภาพกาย และสุขภาพจิต นำประชาชนเข้าสู่กระบวนการรักษาให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะการรักษาดูแลสภาวะจิตใจประชาชนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะผู้ป่วยอาการจิตตก ซึมเศร้า ขอให้มีช่องทางพิเศษหรือโครงการพิเศษในการเสริมสร้างขวัญกำลังใจของประชาชนอย่างใกล้ชิด ตลอดจนเร่งระดมเจ้าหน้าที่นิติเวชทั้งสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลตำรวจ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และกรมแพทย์ทหาร เพื่อดูแลชันสูตรทางนิติเวชผู้ที่เคราะห์ร้ายอย่างรวดเร็วตามกฎหมาย เพื่อเร่งคืนผู้เสียชีวิตให้กับญาติไปประกอบพิธีอย่างรวดเร็วที่สุด

ด้านศูนย์พักพิงชั่วคราว ต้องขอบคุณมหาวิทยาลัยและทุกหน่วยที่สามารถจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวรองรับผู้ประสบภัยได้เป็นจำนวนมากอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ที่ศูนย์พักพิง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ (มอ.หาดใหญ่) รองรับมากถึง 8,000 คน รวมถึงมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ซึ่งจะได้ประสานสำนักงบประมาณพิจารณาอุดหนุนงบประมาณดูแลค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นของมหาวิทยาลัยร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ต่อไป 

ด้านการให้ความช่วยเหลือ ขณะนี้ยังมีบางพื้นที่ที่ยังมีปริมาณน้ำอยู่ เช่น เขต 8 ขอให้เร่งช่วยเหลืออย่างเต็มที่เพิ่มเติมจากพื้นที่ที่ส่วนใหญ่ได้รับการดูแลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า นับตั้งแต่นี้จะเป็นการเริ่มต้นกระบวนการ “Step Down” – “Recovery” พุ่งเป้าฟื้นฟูอาคารบ้านเรือนเพื่อ “คืนพี่น้องประชาชนกลับสู่เคหสถานโดยเร็วที่สุด” เพราะที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องออกจากบ้านเรือนเคหสถาน โดยขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาและ  นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา จัดตั้งทีมเข้าไปช่วยเก็บกวาด (House Cleaning) ทำความสะอาดบ้านเรือนประชาชนให้กลับคืนสู่สภาพที่อยู่ได้ก่อน ด้วยการระดมทีมเข้าไป ทั้งกองทัพ สมาชิก กองอาสารักษาดินแดน โดยอาจจะใช้เวลาประมาณ 7 – 10 วัน ซึ่งในช่วงเวลาที่ประชาชนรอกลับบ้านนี้ ได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยและจังหวัดสงขลาสำรวจและพาผู้ประสบภัยไปพักที่โรงแรมต่าง ๆ ทั่วจังหวัดสงขลา เพื่อให้ประชาชนใช้ชีวิตสะดวกสบายยิ่งขึ้น

สำหรับเรื่องการฟื้นฟูและทำความสะอาดเมือง ได้ระดมสรรพกำลังเครื่องจักรกล รถฉีดน้ำ กำลังคน ทั้งสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน เจ้าหน้าที่กรมโยธาธิการและผังเมือง หน่วยทหาร กรมทางหลวง องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล จัดทำแผนบริหารจัดการ รวมถึงการขนย้ายและจัดการขยะมูลฝอย ซากปรักหักพังซากต้นไม้ ชิ้นส่วนต่างๆ ที่มากับน้ำ โดยต้องจัดหาสถานที่จัดการกับขยะ เพื่อคืนสภาพเมืองหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาให้เร็วที่สุด

ด้านการเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต ในเบื้องต้น รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเยียวยาผู้เสียชีวิตเป็นค่าทำศพผู้ประสบอุทกภัย รายละ 2 ล้านบาท พร้อมทั้งมอบหมายกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย อำนวยความสะดวกให้กับญาติด้านการออกเอกสารใบมรณบัตร สำหรับเรื่องการเคลื่อนย้ายรถยนต์/ยานพาหนะที่กีดขวางการจราจร ให้ตำรวจร่วมกับขนส่งจังหวัดและกระทรวงมหาดไทยประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้มาติดต่อขอรับรถสำหรับคันใดที่ยังไม่มีผู้ติดต่อ ขอให้ได้เคลื่อนย้ายและสืบเสาะหาเจ้าของรถ รวมทั้งให้ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ระดมกำลังด้านการป้องกันอาชญากรรมและการลักทรัพย์ ลาดตระเวนดูแลทรัพย์สินประชาชนตลอดเวลาอย่างรัดกุม และในด้านสาธารณูปโภค ในขณะนี้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการประปาส่วนภูมิภาค ได้เร่งฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภค เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าและน้ำประปาอย่างเร็วที่สุด

สำหรับด้านงบประมาณ ขณะนี้รัฐบาลได้อนุมัติงบกลาง 3,880 ล้านบาท เพื่อเยียวยาประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งจังหวัดสงขลาได้มีการประชุมคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.) สงขลา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทยร่วมเป็นที่ปรึกษาในการประชุม โดยขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้ร่วมกับผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เร่งหาวิธีการในการโอนเงินให้กับประชาชนในกรณีที่ไม่มีระบบพร้อมเพย์ เพื่อป้องกันไม่ให้มีประชาชนตกหล่นจากการได้รับความช่วยเหลือและกำชับ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาให้เร่งใช้จ่ายงบประมาณทดรองราชการที่ได้อนุมัติเพิ่มเติมวงเงินมาให้แล้ว โดยเมื่อใช้จ่ายงบประมาณแล้วไม่เพียงพอ กรมบัญชีกลางจะได้จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้ อีกทั้งยังกำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ให้ความสำคัญในเรื่องการสื่อสารประชาสัมพันธ์ที่ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ขอให้สื่อสารให้ประชาชนได้รับรู้ โดยใช้โซเชียลมีเดียของจังหวัด ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และของกระทรวงมหาดไทย อย่างต่อเนื่อง

ด้านนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมการและโฆษก ศป.กฉ. และ ดร.รัชดา ธนาดิเรก ในฐานะกรรมการและโฆษก ศป.กฉ. ส่วนหน้า ร่วมกันแถลงสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้

นายสิริพงษ์ รายงานความคืบหน้าการระดมกำลังช่วยเหลือผู้ประสบภัยว่า จากการปฏิบัติการของศูนย์ส่วนหน้าในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา สามารถช่วยเหลือผู้ตกค้างในพื้นที่ได้แล้ว 1,734 เคส จากทั้งหมด 1,934 เคส คิดเป็นร้อยละ 89 โดยส่วนที่ยังไม่สามารถเข้าช่วยเหลือได้ครบถ้วน เนื่องจากบางจุดประชาชนได้เคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ หรือเห็นว่าสถานการณ์ดีขึ้นและเลือกที่จะพักอาศัยในบ้านของตนเอง สำหรับศูนย์พักพิงในพื้นที่ยังคงรองรับประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง ขณะนี้มีผู้พักอยู่รวม 14,160 คน และยังสามารถรองรับเพิ่มได้อีก 20,840 คน ส่วนกำลังการผลิตอาหารเพื่อแจกจ่ายทั้งในศูนย์พักพิงและผู้ที่ยังตกค้างในพื้นที่ เพิ่มขึ้นเป็น 92,320 ชุดต่อวัน ทำให้การดูแลสามารถครอบคลุมพื้นที่ได้มากขึ้น ส่วนกรณีตัวเลขผู้เสียชีวิตกระทรวงสาธารณสุข รายงานยอดสะสมถึงวันที่ 28 พ.ย. 68 เวลา 15.00 น. จำนวน 145 ราย เป็นผู้เสียชีวิตจากจังหวัดนครศรีธรรมราช 9 ราย พัทลุง 4 ราย สงขลา 110 ราย ตรัง 2 รายสตูล 5 ราย ปัตตานี 6 ราย ยะลา 5 ราย และนราธิวาส 4 ราย

ดร.รัชดา กล่าวว่า สถานการณ์ระดับน้ำในหลายพื้นที่เริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจึงเริ่มนำการบริหารจัดการเข้าสู่ “โหมดฟื้นฟู” ควบคู่กับการให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ที่ยังได้รับผลกระทบ โดยมีการลำเลียงเครื่องอุปโภค–บริโภค และสิ่งของจำเป็นผ่านทางอากาศอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากกองทัพ หน่วยงานรัฐ และภาคเอกชน อาทิ สายการบินแอร์เอเชีย และบริษัทขนส่งพัสดุต่าง ๆ ซึ่งรัฐบาลได้ออกมาตรการ “ยกเว้นค่าบริการสนามบิน” ให้แก่ผู้ประกอบการที่ร่วมภารกิจช่วยเหลือประชาชนในครั้งนี้                 

รัฐบาลได้จัดส่งเครื่องสูบน้ำจำนวน 280 เครื่องลงพื้นที่ โดยเน้นพื้นที่ลุ่มต่ำในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ พร้อมใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายทางอากาศเพื่อวิเคราะห์จุดติดตั้งที่เหมาะสม นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมได้สำรวจความเสียหายของถนน พบว่าเส้นทางที่ยังไม่สามารถสัญจรได้จำนวน 60 เส้นทาง และเปิดให้สัญจรแล้ว 337 เส้นทางพร้อมเร่งซ่อมแซมในจุดที่เข้าสู่พื้นที่ได้ ส่วน บขส. เปิดเดินรถได้แล้ว  9 เส้นทาง ขณะที่รถไฟสามารถเปิดเดินรถได้ 12 จุด แต่ยังมี 27 จุด ที่ต้องรอประเมินเพิ่มเติม

ด้านระบบสาธารณูปโภค ดร.รัชดา ยืนยันว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสามารถจ่ายไฟฟ้าได้แล้วจำนวนมาก เหลือเพียงบางพื้นที่ที่ยังต้องรอความปลอดภัยก่อนเปิดระบบ โดยจากบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบกว่า 700,000 ครัวเรือน ขณะนี้เหลือประมาณ 160,000 ครัวเรือน และคาดว่าจะกลับมาจ่ายไฟได้เกือบทั้งหมดภายใน 1–2 วันนี้ สำหรับน้ำประปา ได้เริ่มติดตั้งเครื่องจักรผลิตน้ำประปาเพิ่มเติม พร้อมส่งรถบรรทุกน้ำรวม 16 คัน เข้าเสริมการผลิตในพื้นที่ประสบภัย

 ในด้านโทรคมนาคม กสทช. ได้ประสานโอเปอเรเตอร์ทุกค่ายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน โดยผู้ใช้ระบบเติมเงินจะขยายวันใช้งานอัตโนมัติ 30 วัน สำหรับผู้ใช้รายเดือนขยายเวลาชำระค่าบริการออกไปอีก 1 เดือน และประชาชนทุกระบบในพื้นที่ประสบภัยจะได้รับสิทธิ “โทรฟรี 100 นาที และ อินเทอร์เน็ตฟรี 10GB” ตั้งแต่วันที่ 28 พ.ย. 68 เป็นต้นไป เป็นเวลา 15 วัน

อีกทั้ง รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการจัดการขยะที่เริ่มสะสมหลังระดับน้ำลด โดยกรมการปกครองได้ส่งสมาชิก อาสาสมัครลงพื้นที่ทำความสะอาดแล้วหลายจุด พร้อมเสริมกำลังอาสาสมัครเพิ่มกว่า 2,000 คน โดยเปิดรับอาสาสมัครผ่านแอปพิเคชัน “ทางรัฐ” โดยสิ่งที่จำเป็นมาก คือ ไม้กวาด น้ำยาทำความสะอาด ถุงมือยาง รองเท้ายาง ซึ่งได้ประสานกับกระทรวงสาธารณสุขแล้ว นอกจากนี้นางสาวศุภมาส อิสรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ประสานกับภาคเอกชนเพื่อให้นำส่งสิ่งของเหล่านี้แล้ว เพื่อเดินหน้า “บิ๊กคลีนนิ่ง” ทันที ตั้งแต่วันที่ 29 พ.ย. 68 เป็นต้นไป ส่วนกระแสข่าวลือเรื่องพายุโคโตะจะส่งผลกระทบต่อภาคอีสานนั้น กรมอุตุนิยมวิทยายืนยันว่า ไม่กระทบประเทศไทยและขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก

นายภราดร กล่าวสรุปว่า รัฐบาลได้ปรับการบริหารจัดการจาก “โหมดช่วยเหลือ” สู่ “โหมดฟื้นฟู” อย่างเต็มรูปแบบ แต่ยังคงดำเนินมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่อเนื่อง พร้อมเร่งฟื้นฟูเมืองและเยียวยาความเสียหายให้กลับสู่สภาพปกติในเวลาที่เร็วที่สุด และขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมแรงร่วมใจสนับสนุนการทำงานของรัฐในภาวะวิกฤต พร้อมเปิดสายด่วน 1111 ให้ประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ ติดต่อประสานงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงกรณีผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยที่รัฐบาลจะจ่ายเงินค่าทำศพรายละ 2 ล้านบาทนั้น รัฐบาลจะบริหารจัดการจากงบประมาณทั้งจากกองทุนสำนักนายกรัฐมนตรี และจากงบประมาณ ให้มีประสิทธิภาพที่สุด ส่วนการโอนเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบครัวเรือนละ 9,000 บาท จังหวัดสงขลา สามารถทำได้ทันที เนื่องจากมีความชัดเจนว่าเป็นพื้นที่จังหวัดสงขลา 100% และสำนักงบประมาณได้โอนเงินให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เรียบร้อยแล้ว จึงสามารถโอนเงินให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยที่มีบัญชีธนาคารออมสิน และกรุงไทย ได้ทันที

ส่วนสถานการณ์ที่จังหวัดสงขลา การประปาส่วนภูมิภาคสาขาหาดใหญ่ เร่งฟื้นฟูระบบผลิตและจ่ายน้ำประปา ภายหลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงในพื้นที่ โดยได้มีการระดมทีมช่างผู้เชี่ยวชาญจากหลายเขตพื้นที่เข้ามาสนับสนุน พร้อมนำอุปกรณ์ เครื่องมือ และเครื่องจักรที่จำเป็นเข้าดำเนินการตรวจสอบความเสียหายของระบบประปาอย่างใกล้ชิดเบื้องต้นจำเป็นต้องตรวจสอบ ซ่อมแซม และทดสอบระบบ เพื่อให้มั่นใจว่าระบบมีความปลอดภัยและพร้อมสำหรับการเดินเครื่องผลิตน้ำประปาอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาสักระยะก่อนที่จะสามารถกลับมาจ่ายน้ำประปาให้บริการประชาชนได้ตามปกติ

สถานการณ์ที่จังหวัดนราธิวาส นายไชยา สิยาชีพ พลังงานจังหวัดนราธิวาส เปิดเผยถึงสถานการณ์พลังงานและก๊าซ LPG ในพื้นที่ขณะนี้ว่า น้ำท่วมขังเส้นทางสายหลักเริ่มลดลง ทำให้รถขนส่งน้ำมัน/รถขนส่งก๊าซ LPG สามารถเดินทางรับ – ส่งน้ำมัน/ก๊าซ LPG จากคลังสงขลาได้ตามปกติแล้ว โดยมีรถขนน้ำมัน จำนวน 15 คัน รถขนส่งก๊าซ จำนวน 4 คัน รวม 19 คัน บางส่วนเดินทางมาถึงจังหวัดนราธิวาสช่วงกลางดึกวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568

ทั้งนี้จังหวัดนราธิวาส มีสถานีบริการน้ำมัน จำนวน 44 แห่ง เปิดให้บริการได้ตามปกติแล้ว จำนวน 25 แห่ง ปิดให้บริการ เนื่องจากไม่มีปริมาณน้ำมันคงเหลือ จำนวน 15 แห่ง อยู่ระหว่างการรอรับน้ำมันจากรถขนส่งน้ำมัน ปิดเพราะสาเหตุอื่น 4 แห่ง ส่วนก๊าซ LPG มีโรงบรรจุ จำนวน 5 แห่ง เปิดให้บริการแล้ว 2 แห่ง ยังคงปิดให้บริการ 3 แห่ง อยู่ระหว่างการรอรับก๊าซจากรถขนส่งก๊าซ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง