พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เชิญพระราชกระแสเนื่องด้วยเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เชิญพระราชกระแส ดังนี้
1. ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ และทรงแสดงความเสียพระราชหฤทัยต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัวจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมรับศพผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ทุกราย ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์
2. พระราชทานกำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลหาดใหญ่ และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และทรงชื่นชมบุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ และจิตอาสาผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกคน ที่เสียสละอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์อุทกภัยดังกล่าว
3. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเงิน จำนวน 100,000,000 บาท แก่โรงพยาบาลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อฟื้นฟูและซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ ทดแทนที่เสียหายและได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายแพทย์วิโรจน์ โยมเมือง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหาดใหญ่ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับพระราชทานเงินดังกล่าว
4. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานอากาศยานไร้คนขับ (Drone) สำหรับค้นหา และอากาศยานไร้คนขับ (Drone) สำหรับขนส่งอาหาร แก่กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อใช้ในการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ และบรรเทาสาธารณภัยแก่ราษฎร
ด้วยน้ำพระราชหฤทัยอันงดงาม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงบรรจุถุงพระราชทาน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดทำถุงพระราชทาน เพื่อช่วยเหลือครอบครัวผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ จำนวน 10,000 ถุง ทุกๆ ถุงพระราชทานเปี่ยมด้วยความห่วงใย เป็นกำลังใจอันประเสริฐที่ประคองใจประชาชนให้ผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้ด้วยความเข้มแข็ง
พร้อมกันนี้ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากสำนักพระราชวังว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเพลิงศพ หรือพระราชทานดินฝังศพ เป็นกรณีพิเศษ แก่ผู้เสียชีวิตโดยตรงจากเหตุการณ์อุกภัยในครั้งนี้ พร้อมทั้งพระราชทานเงินช่วยเหลือรายละ 20,000 บาท การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ ยังความปลาบปลื้ม และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่ราษฎรที่สูญเสีย และพสกนิกรที่ได้รับผลกระทบเป็นอย่างยิ่ง
กระทรวงวัฒนธรรมได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ประชุมผู้บริหารและวัฒนธรรมจังหวัดภาคใต้ เพื่อจัดตั้งศูนย์ประสานงาน วางระบบรายงานผู้เสียชีวิต ประสานโรงพยาบาลและผู้ว่าราชการจังหวัด จังหวัดในพื้นที่ รวมทั้งจัดเตรียมเอกสารและข้อมูลในการขอพระราชทานตามขั้นตอน และแนวทางปฏิบัติของสำนักพระราชวัง ให้วัฒนธรรมจังหวัด เร่งสำรวจและส่งข้อมูลรายชื่อผู้เสียชีวิต ให้กองพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน เพื่อจัดเตรียมกล่องเพลิงพระราชทาน และกล่องดินพระราชทาน ตลอดจนประสานญาติผู้วายชนม์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การปฏิบัติพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ
ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรียกนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ประชุมฟื้นฟูพื้นที่เศรษฐกิจ หามาตรการเยียวยา น้ำท่วมใต้เพิ่ม โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นการสรุปสิ่งที่ต้องช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน หลังจากลงพื้นที่มา ได้มอบภารกิจให้กับรัฐมนตรี และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งให้กระทรวงมหาดไทยเร่งจัดส่งรายชื่อผู้ที่จะได้รับการเยียวยา หลังรัฐบาลได้อนุมัติกรอบวงเงินไว้เรียบร้อยแล้ว ครัวเรือนละ 9,000 บาท ที่คาดว่า ภายในสัปดาห์หน้า เงินเยียวยาจะถึงมือประชาชน นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเยียวยาและช่วยเหลือเพิ่มเติม ได้แก่ การซ่อมแซมบ้านเรือนตามความเสียหายจริง ไม่เกินครัวเรือนละ 45,000 บาท สินเชื่อฟื้นฟูรายครัวเรือน วงเงินไม่เกิน 100,000 บาท ปลอดดอกเบี้ย 6 เดือน สินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สิน วงเงิน 100,000 บาท ปลอดดอกเบี้ย และต้องชำระคืนภายใน 1 ปี ซึ่งได้หารือและทำความเข้าใจขั้นตอนกับธนาคารของรัฐเรียบร้อยแล้ว ขณะที่การสนับสนุนจากธนาคารพาณิชย์เอกชน จะมีการประชุมร่วมกันอีกครั้งเพื่อกำหนดแนวทางเพิ่มเติมต่อไป นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์จะจัดจำหน่ายสินค้าราคาทุนหรือต่ำกว่าทุนในรูปแบบของมหกรรมสินค้า เพื่อนำสินค้าเหล่านี้ไปจำหน่ายให้ถึงพื้นที่ประสบภัยในภาคใต้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้ประกอบการต่างๆ
ส่วนสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา ยอมรับในความบกพร่องที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ไม่ว่าต้นเหตุจะมาจากปัจจัยใดก็ตาม เมื่อเกิดความสูญเสีย ความบาดเจ็บ หรือประชาชนไม่สามารถพักอาศัยในบ้านเรือนได้ รัฐบาลต้องรับผิดชอบทั้งสิ้น พร้อมยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนที่สุด โดยต้นตอของปัญหามีหลายด้าน ทั้งระบบการเตือนภัย การซักซ้อมแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน และการอพยพประชาชน ซึ่งได้ สั่งการให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งทบทวนและปรับปรุงมาตรการในทุกขั้นตอนเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการรับมือภัยพิบัติในอนาคต ทั้งนี้จังหวัดสงขลามีลักษณะพื้นที่เป็นแอ่งกระทะ จึงมีความเสี่ยงต่อปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก รัฐบาลจะเร่งดำเนินการแก้ไขโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาระบบการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้อีกในอนาคต
ด้านศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.ท. วันชนะ สวัสดี รองโฆษกกองทัพไทย และ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ในฐานะกรรมการและรองโฆษก ศป.กฉ. ร่วมกันแถลงผลการประชุมประจำวัน โดยนายสิริพงศ์ กล่าวว่า ศป.กฉ. ได้เชิญภาคประชาชนร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงปฏิบัติ ซึ่งมูลนิธิกระจกเงาได้เสนอข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด อาทิ การกำหนดจุดทิ้งขยะ การจัดการสาธารณูปโภค และการสนับสนุนของใช้จำเป็น เพื่อให้การฟื้นฟูทั้งระบบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับสถานการณ์ล่าสุด รายงานระบุว่าสภาพอากาศในพื้นที่ภาคใต้มีแนวโน้มดีขึ้น ปริมาณน้ำฝนลดลงอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าสามารถระบายน้ำในจุดท่วมขังได้ภายใน 3–5 วัน ระบบประปากลับมาให้บริการภายในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 ส่วนระบบไฟฟ้าฟื้นฟูได้แล้วกว่า 80% เหลือเพียงประมาณ 20,000 หลังคาเรือนที่ต้องตรวจสอบความปลอดภัยภายในบ้านเรือนก่อนจ่ายไฟ จาก 70,000 หลังคาเรือน รวมถึงสาธารณูปโภคทุกด้านที่ฟื้นตัวแล้วประมาณ 85%
พลโท วันชนะ กล่าวว่า ภารกิจภาคสนาม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เริ่ม “บิ๊กคลีนนิ่งเดย์” พร้อมจัดจุดทิ้งขยะย่อยและลำเลียงสู่จุดทิ้งใหญ่เพื่อเร่งการฟื้นฟูพื้นที่ ขณะที่กระทรวงคมนาคม ร่วมกับ ตำรวจจราจร และบริษัทประกันภัย กำหนดจุดเคลื่อนย้ายรถที่ถูกน้ำท่วมเพื่อให้การตรวจสอบและการจ่ายชดเชยทำได้อย่างรวดเร็ว และได้รับการช่วยเหลือครบถ้วน ส่วนภารกิจอพยพดำเนินการไปแล้ว 95% จากทั้งหมด 11,242 เคส
ปัจจุบันมีศูนย์พักพิงรวม 16 แห่ง โดยประชาชนบางส่วนเริ่มกลับไปทำความสะอาดบ้าน แต่ยังมีอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่สามารถอยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัย จึงมีการจัดที่พักเสริมที่โรงแรมบีพีสงขลา พร้อมดูแลด้านอาหาร การแพทย์ และสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างต่อเนื่อง ด้านระบบสาธารณสุข โรงพยาบาลสนามทั้ง 8 แห่ง เปิดใช้งานครบถ้วนและมีการจับคู่โรงพยาบาลพี่เลี้ยงเพื่อสนับสนุนบุคลากรและอุปกรณ์อย่างไม่ขาดช่วง ส่วนการจัดส่งสิ่งของช่วยเหลือยังคงดำเนินการ โดยมีเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครร่วมลาดตระเวน ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยของประชาชน
นางสาวรัชดา กล่าวว่า รัฐบาลพร้อมจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยครัวเรือนละ 9,000 บาทให้ถึงมือประชาชนในสัปดาห์หน้า ผ่านระบบพร้อมเพย์หรือบัญชีธนาคาร นอกจากนี้ที่ประชุมเน้นย้ำในเรื่อง 8 มาตรการฟื้นฟูชีวิตคนหาดใหญ่และผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งบริษัทประกันภัยรถยนต์บางส่วนได้ลงไปในพื้นที่เพื่อเร่งดําเนินการชดเชยความเสียหายอย่างเต็มที่แล้ว ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีได้กําชับให้สํานักงานประกันสังคมจ่ายเงินชดเชยสูงสุดให้แก่ผู้ประสบภัยทุกกรณี ส่วนผู้ประสบภัยที่เอกสารสำคัญสูญหาย กรมการปกครอง จะเปิดให้บริการทําบัตรประชาชน จํานวน 3 จุด ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ คือ 1. ศูนย์พักพิง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 2. ศูนย์พักพิง มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา และ 3.ศูนย์พักพิงเทศบาล 4 โดยจะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคมนี้ เวลา 09.00-20.00 น. นอกจากนี้ ยังมีการให้บริการงานทะเบียนราษฎร์และบัตรประชาชน ที่ศูนย์บริการอำเภอ ที่เซ็นทรัลหาดใหญ่ ซึ่งเริ่มให้บริการแล้วตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 และศูนย์ให้บริการรับแจ้งผู้เสียชีวิต
ที่ศูนย์พิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยจะยกเว้น หรือลดค่าธรรมเนียมในการทําบัตรประชาชนให้กับผู้ประสบภัยในพื้นที่ ทั้งนี้จะมีการนําเทคโนโลยีเข้ามาช่วยผู้ประสบภัยที่เอกสารหาย โดยสามารถใช้แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ช่วยในการจัดการเอกสาร หรือขอดูเอกสารโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ มีเอกสารที่สามารถขอดูได้ เช่น ทะเบียนบ้าน การชําระค่าน้ำค่าไฟ เอกสารขอสินเชื่อกับธนาคาร ประกันรถยนต์ อัคคีภัย หรือประกันชีวิต รวมถึงบัตรประจำตัวคนพิการ
สำหรับประเด็นการสั่งซื้อถุงดำจำนวน 400 ใบที่ปรากฏเป็นข่าวนั้น เป็นการจัดซื้อใน “รอบปกติ” ของโรงพยาบาล ไม่ใช่การสั่งซื้อเพิ่มเนื่องจากสถานการณ์อุทกภัย ส่วนถุงดำ จำนวน 1,500 ใบ เป็นสิ่งของที่มีผู้ประสงค์บริจาค ไม่ใช่การร้องขอจากโรงพยาบาลแต่อย่างใด นอกจากนี้ ตัวเลขผู้เสียชีวิตที่รายงานต่อสาธารณะทุกตัวเลขเป็นตัวเลขจริงและผ่านกระบวนการตรวจสอบครบถ้วน โดยยอดผู้เสียชีวิตล่าสุด ณ วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 เวลา 08.00 น. อยู่ที่ 162 ราย จาก 8 จังหวัด พร้อมกันนี้ ศูนย์ฯ ขอยืนยันว่ากระแสข่าวที่ระบุว่า ระบบสาธารณสุขจังหวัดสงขลาไม่สามารถรองรับผู้ป่วยได้เพียงพอ นั้น ไม่เป็นความจริง
สำหรับการปฏิบัติงานภายในศูนย์พักพิงชั่วคราว และโรงพยาบาลสนาม กระทรวงสาธารณสุขได้จัดทีมปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์ หรือ MERT (Medical Emergency Response Team) ของกระทรวงสาธารณสุข จากหลายโรงพยาบาล ให้บริการประชาชนที่เข้าพักตามศูนย์พักพิงชั่วคราว และโรงพยาบาลสนาม เช่น ทีม MERT โรงพยาบาลระนอง ออกปฏิบัติงาน ณ ศูนย์พักพิงเทศบาลควนลัง ทีม MERT จังหวัดชุมพร ลงพื้นที่วัดปลักกริมใน หาดใหญ่ นอกจากนี้โรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่ เตรียมเปิดโรงพยาบาลสนามอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 เพื่อรองรับการส่งต่อผู้ป่วยกึ่งวิกฤตจาก โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ และเพิ่มขีดความสามารถในการดูแลผู้ป่วยในพื้นที่ภาคใต้ให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางสถานการณ์อุทกภัยที่ส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขในพื้นที่
ด้านนายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กรมควบคุมโรคขอแจ้งเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังโรคที่มากับน้ำท่วม โดยเฉพาะ 4 กลุ่มโรคดังนี้ 1. กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ 2. กลุ่มโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ 3. กลุ่มโรคจากการสัมผัส และ 4. กลุ่มโรคติดต่อนำโดยแมลง จึงขอแนะนำประชาชนปฏิบัติตัวในช่วง น้ำท่วมและหลังน้ำลด ดังนี้ หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำ หากจำเป็นให้สวมรองเท้าบูต ถุงมือยาง และรีบอาบน้ำ ทำความสะอาดทันที หากมีบาดแผลที่ร่างกาย ควรดูแลแผลให้แห้งสะอาด ปิดแผลด้วยพลาสเตอร์กันน้ำ กินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ ดื่มน้ำสะอาด ล้างมือก่อนกินอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ หลีกเลี่ยงการแช่น้ำนาน หากมีอาการแผล บวมแดง ปวด หรือมีไข้ ให้รีบพบแพทย์ ป้องกันยุงกัด เช่น ทาโลชั่นกันยุง หรือนอนในมุ่ง รักษาสุขอนามัยเบื้องต้น ล้างมือบ่อย ๆ หากอยู่ในที่แออัด หรือมีอาการป่วย เช่น ไอ จาม มีน้ำมูก ควรสวม หน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคระบบทางเดินหายใจ หลังน้ำลด ให้ร่วมกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ทั้งนี้ หากมีไข้สูงลอย (ไข้สูงไม่ลด) ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัวรุนแรง (โดยเฉพาะน่อง) หรือ อาการ ท้องเสียไม่หยุด ให้รีบไปพบแพทย์ทันที
สำหรับภารกิจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลเพื่อเร่งส่งผู้เสียชีวิตกลับคืนญาติประกอบพิธีทางศาสนา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เดินทางไปยังโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ พร้อมด้วยทีมแพทย์นิติเวช เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานตำรวจ และตำรวจภูธรภาค 9 ร่วมปฏิบัติงาน ณ “ศูนย์ปฏิบัติการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลฯ” ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 โดยได้กำหนดกรอบการทำงานให้เป็นไปตามมาตรฐาน ถูกต้องตามกฎหมาย และสามารถส่งมอบร่างผู้เสียชีวิต
คืนสู่ญาติได้อย่างรวดเร็ว โดยได้แบ่งกลุ่มผู้เสียชีวิตออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อความรวดเร็ว ได้แก่
1. กลุ่มที่ส่งต่อมาจากโรงพยาบาลขนาดเล็ก ส่วนใหญ่ระบุตัวตนได้ หรือมีใบรายงานการเสียชีวิตแล้ว สามารถทยอยส่งมอบญาติได้ทันที
2. กลุ่มที่ระบุตัวตนได้ (ทราบชื่อ-สกุล) เข้าสู่กระบวนการ 4 สถานี (ตรวจรูปพรรณ/ผ่าชันสูตร/พิมพ์ลายนิ้วมือเทียบทะเบียนราษฎร์/อนุมัติคืนร่าง)
3. กลุ่มที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ ต้องเข้าสู่กระบวนการนิติวิทยาศาสตร์ขั้นสูง (DNA/ทันตกรรม) ก่อนพิจารณาคืนร่างต้องเก็บร่างไว้ รอญาติมาตรวจเปรียบเทียบเอกลักษณ์บุคคล หากตรงกันและผ่านการพิจารณาของอนุกรรมการส่งคืนศพ ที่มีแพทย์นิติเวช ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน และพนักงานสอบสวน จะส่งร่างคืนให้ญาติต่อไป
สำหรับกระบวนการหลัก (Main Process) ของศูนย์ฯ มี 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1. การรับร่าง 2. การลงข้อมูลในระบบ 3. การเก็บรักษา 4. การชันสูตร 5. การตรวจพิสูจน์ (DNA/อัตลักษณ์) 6. การคืนร่างผู้เสียชีวิต ทั้งนี้ ญาติผู้สูญหายสามารถติดต่อแจ้งความได้ที่ “ศูนย์บุคคลสูญหาย” ณ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (ส่วนหน้า) หรือสถานีตำรวจทุกแห่งทั่วประเทศ โดยตำรวจมีระบบคัดกรองเพื่อเก็บตัวอย่าง DNA เทียบเคียงกับผู้เสียชีวิต เพื่อยืนยันตัวตนต่อไป








