ครม. เห็นชอบลดส่งเงินสมทบประกันสังคม 6 เดือน ตั้งแต่งวด ธ.ค. 68 – พ.ค. 69ช่วยนายจ้าง – ผู้ประกันตน ม.33 ม.39 ในพื้นที่ประสบอุทกภัย 9 จังหวัดภาคใต้

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ลดหย่อนการออกเงินสมทบของนายจ้างและผู้ประกันตนในท้องที่ที่ประสบภัยพิบัติอย่างร้ายแรง พ.ศ. … ตามที่กระทรวงแรงงาน เสนอ

จากกรณีเกิดอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยอุทกภัยภาคใต้ จำนวน 9 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ยะลา สงขลา สตูล และสุราษฎร์ธานี ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือนายจ้างและผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ซึ่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัยดังกล่าวจนไม่สามารถประกอบกิจการหรือทำงานได้ตามปกติ กระทรวงแรงงานจึงได้เสนอเรื่องนี้ให้คณะกรรมการประกันสังคมพิจารณา เพื่อจะได้ดำเนินการตามมาตรา 46/1 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคมต่อไป

ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการประกันสังคม (ชุดที่ 14) ครั้งที่ 27/2568 เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบลดอัตราเงินสมทบของนายจ้าง ผู้ประกันตนในท้องที่ที่ประสบอุทกภัย จำนวน 9 จังหวัดดังกล่าว เป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่งวดการนำส่งเงินสมทบเดือนธันวาคม 2568 ถึงงวดเดือนพฤษภาคม 2569 ดังนี้

กรณีนายจ้างและผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ปรับลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม โดยให้นายจ้างและผู้ประกันตนตามมาตรา 33 นำส่งเงินสมทบ จากเดิมอัตราฝ่ายละร้อยละ 5 เป็นอัตราฝ่ายละ
ร้อยละ 3 ของค่าจ้างของผู้ประกันตน      

กรณีผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ปรับลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคมของผู้ประกันตน
ตามมาตรา 39 โดยนำส่งเงินสมทบ จากเดิมอัตราร้อยละ 9 เป็นอัตราร้อยละ 5.90 ของค่าจ้างของผู้ประกันตน คิดเป็นจำนวนเงิน จากเดือนละ 432 บาท เป็นเดือนละ 283 บาท

กระทรวงแรงงาน ได้ดำเนินการตามมาตรา 7 และมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงิน
การคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 แล้ว ซึ่งจากข้อมูลการวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ประกันภัย กรณีการลดหย่อนการนำส่งเงินสมทบเป็นระยะเวลา 6 เดือน ในพื้นที่ 9 จังหวัดดังกล่าว ส่งผลให้กองทุนจัดเก็บเงินสมทบได้ลดลงจำนวน 1,401 ล้านบาท และเสียโอกาสในการลงทุน จำนวน 35 ล้านบาท (คาดการณ์จากอัตราผลตอบแทนการลงทุนร้อยละ 5 ต่อปี) รวมเป็นเงิน 1,436 ล้านบาท ทั้งนี้ ในภาพรวมการลดหย่อนการนำส่งเงินสมทบจะไม่กระทบต่อเงินสมทบของรัฐบาล และไม่ส่งผลกระทบต่อกองทุน เนื่องจากจำนวนผู้ประกันตนที่อาจได้รับผลกระทบมีจำนวน 639,077 คน ซึ่งมีสัดส่วนเงินสมทบคิดเป็นประมาณร้อยละ 3.7 ของทั้งประเทศ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากยังสามารถจัดเก็บเงินสมทบจากนายจ้างและผู้ประกันตนในจังหวัดอื่น ๆ ได้เต็มจำนวน

นอกจากนี้ จะส่งผลดีต่อนายจ้างและผู้ประกันตน เนื่องจากเป็นการช่วยเหลือเยียวยาภาระด้านการเงินของนายจ้างและผู้ประกันตน เพราะจะทำให้นายจ้างและผู้ประกันตนมีค่าใช้จ่ายลดลง และสามารถนำเงินสมทบในส่วนที่ได้รับการลดหย่อนไปฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผ่านระบบกลางทางกฎหมาย และเว็บไซต์ของสำนักงานประกันสังคมแล้ว

สำหรับกรณีที่ได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ประกาศใช้บังคับแล้วเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 (เรื่อง แนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร) กรณีการออกกฎหมายที่เป็นร่างอนุบัญญัติที่มีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป หรือมีผลเป็นการเพิ่มภาระงบประมาณและการคลัง หรือทำให้สูญเสียรายได้ของรัฐจะไม่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งกระทรวงแรงงาน ชี้แจงว่า ร่างประกาศกระทรวงแรงงานฉบับนี้ไม่มีผลผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป อีกทั้งไม่เป็นภาระงบประมาณและการคลัง หรือทำให้สูญเสียรายได้ของรัฐ เนื่องจากเป็นการลดหย่อนการออกเงินสมทบในส่วนของนายจ้าง และผู้ประกันตน มิได้เป็นการลดหย่อนการออกเงินสมทบของรัฐบาลแต่อย่างใด (อัตราเงินสมทบของรัฐบาลร้อยละ 2.75 ของค่าจ้างของผู้ประกันตน)

ด้านนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการปรับลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคมเป็นระยะเวลา 6 เดือน จะช่วยให้นายจ้างและผู้ประกันตนในท้องที่ที่ประสบภัยพิบัติ 9 จังหวัด ลดภาระค่าใช้จ่ายลงโดยรวมประมาณ 1,401 ล้านบาท โดยผู้ประกันตนสามารถนำเงินสมทบที่ลดลงไปใช้จ่ายเพื่อฟื้นฟูสภาพความเป็นอยู่ที่ได้รับผลกระทบจากการประสบภัยพิบัติอย่างร้ายแรงจากกรณีอุทกภัย ทำให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและยังเป็นการลดปัญหาสภาพคล่องและปัญหาทางการเงินของผู้ประกันตน และเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในสถานประกอบการเพื่อนำมาฟื้นฟูสถานประกอบการจากความเสียหาย และหลังจากที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการแล้ว กระทรวงแรงงานจะได้ออกประกาศกระทรวงแรงงานและลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง