คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องกำหนดให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองและต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำเข้าในราชอาณาจักร พ.ศ. … ตามที่กระทรวงพาณิชย์ ได้มีข้อเสนอ ดังนี้
ปัจจุบันประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการเผาแปลงเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและคุณภาพอากาศในประเทศ โดยที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเกี่ยวกับเรื่องนี้หลายครั้ง (26 ธันวาคม 2566 6 กุมภาพันธ์ 2567 19 มีนาคม 2567 18 เมษายน 2567 29 ตุลาคม 2567 และ 17 ธันวาคม 2567) รวมถึงนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้มีข้อสั่งการในคราวประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2568 ให้กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งกำหนดมาตรการลดหรือห้ามการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากต่างประเทศที่ใช้การเผา ควบคู่กับการกำกับดูแลการเผาพื้นที่เพาะปลูกทางการเกษตรในประเทศเพื่อป้องกันปัญหาการเผาเศษซากข้าวโพดภายหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต
อีกทั้งปัจจุบันผู้นำเข้าสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สามารถนำเข้าได้ภายใต้ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การนำข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักรตามความตกลงภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน สำหรับปี พ.ศ. 2568 พ.ศ. 2567 และระเบียบกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิชำระภาษีตามพันธกรณีตามความตกลงการเกษตรภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) สำหรับสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2568 พ.ศ. 2567 อย่างไรก็ดียังไม่มีมาตรการทางกฎหมายของหน่วยงานใดที่กำกับดูแลในบริบทการนำเข้าสินค้าเกษตร (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์) ว่าเป็นผลผลิตที่มาจากการเกษตรแบบปลอดเผา
กระทรวงพาณิชย์พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อเป็นการลดผลกระทบจากการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีกระบวน การผลิตที่เกี่ยวข้องกับการเผา ซึ่งก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศโดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในประเทศ รวมทั้งเพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 เมษายน 68) จึงได้ยกร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองและต้องปฏิบัติตามมาตรการ จัดระเบียบในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. … โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
1. สินค้า
• ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หมายความว่า ข้าวโพดที่เหมาะสำหรับทำอาหารสัตว์ตามพิกัดอัตราศุลกากร ประเภทย่อย 1005.90.99 รหัสสถิติ 001
2. เอกสารหลักฐานประกอบการนำเข้า
• หนังสือรับรองว่าเป็นผลผลิตที่มาจากการทำเกษตรแบบปลอดเผาอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้แสดงต่อกรมศุลกากรประกอบการนำเข้ามาในราชอาณาจักร
1) หนังสือรับรองตนเองของผู้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่แสดงว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นผลผลิตที่มาจากการทำเกษตรแบบปลอดการเผา เช่น ข้อมูลผู้นำเข้า เป็นบุคคลธรรมดา/นิติบุคคล นำเข้าจากประเทศอะไร วัน/เดือน/ปี นำเข้า ข้อมูลการเพาะปลูก ตามแบบ ขพ.1 ท้ายร่างประกาศ (ขพ.1 เป็นหนังสือรับรองตนเองในการเป็นผู้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์)
2) เอกสารหลักฐานที่รับรองว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่นำเข้าเป็นผลผลิต ที่มาจากการทำเกษตรแบบปลอดการเผาที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจของประเทศผู้ส่งออก หรือออกให้โดยหน่วยงานหรือสถาบันที่หน่วยงานของรัฐของประเทศผู้ส่งออกให้การรับรองหรือมอบหมาย หรือออกให้โดยหน่วยงานหรือองค์กรอื่นของประเทศผู้ส่งออก หรือองค์กรที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นสากล
3. หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการนำเข้า
• ผู้นำเข้าต้องปฏิบัติตามมาตรการเพื่อประโยชน์ในการจัดระเบียบในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยต้องได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไว้กับกรมการค้าต่างประเทศหรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย ก่อนนำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักร และต้องรายงานการนำเข้าตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศประกาศกำหนด
4. ข้อยกเว้น
• การนำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักรในกรณีจำเป็นเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สาธารณประโยชน์ การสาธารณสุข ความมั่นคงของประเทศ หรือประโยชน์อื่นใดของรัฐโดยหน่วยงานของรัฐ ทั้งนี้ตามความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.)
• การนำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อใช้เป็นตัวอย่างหรือการศึกษาวิจัย ทั้งนี้ ในปริมาณเท่าที่จำเป็น และต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยพันธุ์พืช (พระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม)
5. วันที่มีผลใช้บังคับ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ หน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชน ภาคเกษตรกร และประชาชนทั่วไป ผ่านระบบกลางของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (www.law.go.th) และเว็บไซต์ของกรมการค้าต่างประเทศระหว่างวันที่ 14 – 28 ตุลาคม 2568 และได้จัดทำสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นและรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการออกประกาศดังกล่าว โดยได้เผยแพร่ผ่านระบบกลางของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศด้วยแล้ว ซึ่งผลการรับฟังความคิดเห็นปรากฏว่า ส่วนใหญ่เห็นด้วยร้อยละ 83.33 โดยร่างประกาศมีกลไกที่ยืดหยุ่นพอที่จะนำไปปฏิบัติได้จริง ไม่เห็นด้วยร้อยละ 16.67 เนื่องจากการปลูกข้าวโพดไม่ใช่ปัญหาหรือสาเหตุหลักของ PM2.5
ร่างประกาศในเรื่องนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ โดยเป็นการลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังคงได้รับผลกระทบจากการเผาแปลงเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศเพื่อนบ้าน และส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและคุณภาพอากาศในประเทศ รวมถึงเป็นการส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรที่มีความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่ประเทศไทยให้ความสำคัญ
ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ ได้ชี้แจงว่า การกำหนดให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองและต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร เป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติเห็นชอบหลักการไว้เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นมติคณะรัฐมนตรีที่มีขึ้นก่อนที่จะมีการตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลใช้บังคับนับแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป ประกอบกับเรื่องนี้เป็นการกำหนดรายละเอียดการปฏิบัติให้เป็นไปตามที่พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 ให้อำนาจไว้ ย่อมดำเนินการได้ตามปกติ โดยไม่ขัดต่อมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
สำหรับการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่สาเหตุหนึ่งมาจากการเผาแปลงพืชผลทางการเกษตร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความสำคัญ โดยเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 ได้เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) โดย นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมเป็นสักขีพยาน และเป็นการลงนามร่วมกันระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการกวดขันเรื่องการเผาพืชผลทางการเกษตร และการลดมลภาวะในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ด้วยปัจจัยแวดล้อมหลายประการ ทั้งการเข้าสู่ฤดูหนาว สภาพความกดอากาศต่ำ รวมถึงปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน ล้วนส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องเร่งหาแนวทางลดปัญหาฝุ่นควัน ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาวะทางเดินหายใจของประชาชน โดยได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม ยกระดับมาตรการควบคุมการเผาเศษซากทางการเกษตร ซึ่งผลลัพธ์ที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม โดยสถิติการเผาและปริมาณฝุ่นควันลดลงอย่างชัดเจน การร่วมเป็นสักขีพยานครั้งนี้เพื่อให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานอย่างเต็มกำลัง ตามสโลแกน รวมพลังคืนอากาศบริสุทธิ์ให้พี่น้องชาวไทย “อากาศดี ตลอดปีใหม่” โดยผนึกกำลังทุกหน่วยงานเพื่อยกระดับการทำงานให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งในอนาคตจะบูรณาการความร่วมมือเพิ่มเติมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการเพิ่มอ้อยตัดสดลดการเผา สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือจากทั้งเกษตรกร โรงงานน้ำตาล และหน่วยงานทุกภาคส่วน โดยได้ยกระดับความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยในช่วงฤดูการผลิตปี 2568/2569 ถึงฤดูการผลิตปี 2569/2570 โดยให้ความสำคัญกับการลดการเผาอ้อยทั้งก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว ควบคู่กับการลดผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเผาอ้อย ส่งเสริมการเก็บเกี่ยวอ้อยสด การนำใบและยอดอ้อยไปใช้ประโยชน์ รวมทั้งสนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมแก่เกษตรกรชาวไร่อ้อย เพื่อให้เกิดผลลัพธ์และต่อยอดในระยะยาว ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้ใช้กลไกของกรมการปกครอง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หน่วยงานราชการระดับจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โดยกำชับให้จังหวัดต่างๆ ควบคุมการเผาอ้อยอย่างเข้มงวด บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และดำเนินมาตรการปราบปรามการลักลอบเผาอย่างเด็ดขาด ควบคู่กับการรณรงค์ประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่ชุมชนและเกษตรกรชาวไร่อ้อย ให้เกิดความเข้าใจและความร่วมมือในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ผ่านการบูรณาการการทำงานในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้นำท้องที่ และผู้นำท้องถิ่น
ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า กระทรวง อว. โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA มีความพร้อมในการนำเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศและข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่ปลูกอ้อยและอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายอย่างเป็นระบบ เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ การจัดทำแผนที่ การติดตามสถานการณ์ด้วยระบบตรวจจับจุดความร้อน รวมถึงการคาดการณ์ผลผลิตด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการกำหนดนโยบายภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบเฝ้าระวังและติดตามการเผาอ้อยแบบเรียลไทม์ โดยใช้ข้อมูลดาวเทียมความละเอียดสูง เพื่อระบุจุดเผาไหม้ที่มีความเสี่ยงและคาดการณ์การแพร่กระจายของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เพื่อนำข้อมูลไปใช้สนับสนุนการบังคับใช้กฎหมาย และการควบคุมกำกับดูแลการเผาอ้อยของเกษตรกรและโรงงานน้ำตาล
นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มุ่งพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อยกระดับการบริหารจัดการข้อมูลด้านอ้อยและน้ำตาลทรายอย่างเป็นระบบ สนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ การติดตามแนวโน้มการเผาอ้อย และการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายที่รวดเร็วและแม่นยำ พร้อมส่งเสริมการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลที่บูรณาการข้อมูลจากทุกหน่วยงาน รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องมือดิจิทัลที่รองรับการใช้เทคโนโลยี AI อย่างยั่งยืน
สำหรับการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐในการแก้ไขปัญหาการเผาอ้อย ผ่านการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย เชิงพื้นที่ และเชิงเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ โดยการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการทำงาน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญ การใช้ทรัพยากรร่วมกัน รวมถึงกลไกการประสานความร่วมมือในระดับพื้นที่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ของประเทศไทย เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม








