“ศปถ.” สรุปสถิติอุบัติเหตุช่วงเทศกาลปีใหม่ ลดลงร้อยละ 18 สาเหตุหลักเกิดจากขับรถเร็ว กรมสุขภาพจิต แนะ ดูแลจิตใจรับมือภาวะ “New Year’s Blue”

นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะผู้ช่วยเลขานุการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 (ศปถ.) แถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 ว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และความร่วมมือของภาคีเครือข่ายได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ ตามการรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” ว่า เฉพาะวันที่ 4 มกราคม 2569 เกิดอุบัติเหตุ 175 ครั้ง ลดลงจากปีก่อนที่เกิดอุบัติเหตุ 319 ครั้ง หรือร้อยละ 45 ผู้บาดเจ็บ 174 คน ผู้เสียชีวิต 27 ราย ลดลงจากปีก่อนที่มีผู้เสียชีวิตจำนวน 44 ราย หรือร้อยละ 39 สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็วเกินกำหนด ร้อยละ 32.57 ตัดหน้ากระชั้นชิด ร้อยละ 30.86 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 68.58 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ร้อยละ 84.57 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 49.14 ถนนในองค์การบริหารส่วนตำบล/หมู่บ้าน ร้อยละ 22.29 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 09.01 – 12.00 น. ร้อยละ 17.71 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุด อยู่ในช่วงอายุ 20 – 29 ปี ร้อยละ 18.91 โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ นราธิวาส (12 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ นราธิวาส (12 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ เพชรบูรณ์ (3 ราย)

ส่วนอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 6 วัน (30 ธ.ค. 68 – 4 ม.ค. 69) เกิดอุบัติเหตุรวม 1,364 ครั้ง ลดลงจากปีก่อนที่เกิดอุบัติเหตุรวม 1,666 ครั้ง หรือร้อยละ 18 ผู้บาดเจ็บ รวม 1,313 คน ผู้เสียชีวิต รวม 241 ราย จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ ภูเก็ต (50 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ ภูเก็ต (53 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (20 ราย) จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 7 จังหวัด

โดยกรมทางหลวงชนบท ได้รายงานสถิติอุบัติเหตุบนทางหลวงชนชบทในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2568 – 4 มกราคม 2569 พบว่า เกิดอุบัติเหตุ จำนวน 143 ครั้ง มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 148 คน เสียชีวิต จำนวน 25 ราย สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุเบื้องต้น เกิดจากการขับรถเร็ว จำนวน 58 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 40.56 รองลงมาดื่มแล้วขับ จำนวน 32 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 22.32 และตัดหน้าในระยะกระชั้นชิด จำนวน 14 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 9.79 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสูด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ จำนวน 134 คัน
คิดเป็นร้อยละ 71.66

นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ กล่าวด้วยว่า วันที่ 5 มกราคม 2569 ประชาชนส่วนใหญ่เดินทางกลับเข้าสู่กรุงเทพมหานครและจังหวัดใหญ่ในภูมิภาคต่างๆ แล้ว ขณะเดียวกัน อาจยังมีประชาชนบางส่วนที่หยุดต่อเนื่องจากช่วงเทศกาลปีใหม่ และเดินทางกลับ ศปถ. จึงได้กำชับให้ทุกจังหวัด และหน่วยงานทุกภาคส่วน ยังคงดำเนินการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างเข้มข้น โดยเฝ้าระวังป้องกันและบังคับใช้กฎหมายจราจร และอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งจุดบริการประชาชน การตั้งด่านตรวจ จุดตรวจ และจุดพักรถ เพื่อป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยงของผู้ขับขี่ยานพาหนะ โดยเฉพาะการขับรถเร็วและการง่วงหลับใน เนื่องจากผู้ขับขี่อาจพักผ่อนไม่เพียงพอหรือขับรถติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนรุนแรงได้ รวมถึงดูแลความปลอดภัยและบริหารจัดการจราจรในเส้นทางสายหลัก สายรอง ทางลัด ทางเลี่ยง เส้นทางเชื่อมต่อถนนสายหลักที่มุ่งสู่กรุงเทพมหานคร เพื่อให้การจราจรคล่องตัว ลดความแออัด เนื่องจากเป็น
วันทำงานปกติ

อีกทั้งยังได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบความพร้อมของพนักงานขับรถโดยสาร รถโดยสารสาธารณะ และรถขนส่งสินค้า รวมถึงสภาพรถและระบบความปลอดภัยก่อนออกเดินทาง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะในการเดินทาง ตลอดจนตรวจสอบและอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ยังคงตกค้างในสถานีขนส่งผู้โดยสาร ท่าอากาศยาน ท่าเทียบเรือ และสถานีรถไฟทุกแห่ง เพื่อให้สามารถเดินทางกลับได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ จากการติดตามพยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า พบว่า จังหวัดสมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม และสมุทรสงคราม รวมถึงกรุงเทพมหานคร ให้เฝ้าระวังอิทธิพลของน้ำทะเลหนุนสูง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่เสี่ยง จึงขอให้ประชาชนที่ใช้เส้นทางเสี่ยงน้ำทะเลหนุนสูง หลีกเลี่ยงการขับรถผ่านและเพิ่มความระมัดระวังในการสัญจรผ่านเส้นทางดังกล่าวด้วย

ประชาชนที่ประสบหรือพบเห็นอุบัติเหตุสามารถแจ้งเหตุได้ทางสายด่วน 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง และไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ1784” โดยเพิ่มเพื่อน Line ID @1784DDPM เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป

ส่วนผู้ขับขี่ที่กระทำผิดและต้องเข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติในช่วงเทศกาลปีใหม่ ร้อยตำรวจเอก ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ เปิดเผยว่า วันที่ 4 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่ 6 ของมาตรการควบคุมเข้มงวด พบว่า มีคดีเข้าสู่ระบบ ทั้งสิ้น 813 คดี โดยเป็น ขับรถขณะเมาสุรา จำนวน 774 คดี คิดเป็นร้อยละ 95.20 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งมีคดีขับรถขณะเมาสุราจำนวน 1,542 คดี พบว่าลดลง 768 คดี คดีขับเสพ จำนวน 39 คดี คิดเป็นร้อยละ 4.80 ขณะที่ยอดคดีสะสมตลอด 6 วัน (30 ธ.ค. 68 – 4 ม.ค. 69) รวมทั้งสิ้น 3,936 คดี แบ่งเป็น ขับรถขณะเมาสุรา จำนวน 3,731 คดี คิดเป็นร้อยละ 94.79 ขับรถประมาท จำนวน 4 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.10 ขับเสพ จำนวน 199 คดี คิดเป็นร้อยละ 5.06 และขับเร็ว จำนวน 2 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.05 ส่วนจังหวัดที่มีสถิติคดีขับรถขณะเมาสุราสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ นนทบุรี 341 คดี กรุงเทพมหานคร 290 คดี และ สมุทรปราการ 233 คดี

หลังจากเดินทางกลับมาจากท่องเที่ยวหรือกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลปีใหม่ บางคนอาจมีอาการเหงา หรือซึมเศร้า ซึ่งนายแพทย์กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต อธิบายว่า ภาวะ “New Year’s Blue” หรือ “อาการเหงา-ซึมเศร้าช่วงปีใหม่” คือ ภาวะที่ประชาชนบางส่วนอาจรู้สึกหดหู่ ว้าเหว่ หมดแรงจูงใจ หรือวิตกกังวลในช่วงก่อน ระหว่าง หรือหลังเทศกาลปีใหม่ แม้จะเป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองก็ตาม ภาวะดังกล่าวพบได้บ่อยและมักเกิดขึ้นชั่วคราว ยังไม่ถือเป็นโรคทางจิตเวช โดยมีสาเหตุจากหลายปัจจัยร่วมกัน อาทิ การเปรียบเทียบชีวิตตนเองกับผู้อื่นหรือรู้สึกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ยังไม่ประสบความสำเร็จ ความเหงาหรือการขาดคนร่วมฉลองการอยู่ห่างไกลครอบครัว ความเครียดด้านการเงิน การงาน หรือความสัมพันธ์ ความอ่อนล้าทางกายและใจจากการทำงานหรือการเดินทางตลอดปีที่ผ่านมา รวมถึงการสูญเสียหรือการระลึกถึงบุคคลสำคัญในช่วงเทศกาล โดยอาการที่อาจพบ ได้แก่ ความเบื่อหน่าย ไม่อยากทำกิจกรรม นอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไป รู้สึกหดหู่ วิตกกังวล ไม่อยากพบผู้คน สมาธิลดลง ไม่สนุกกับสิ่งที่เคยชอบ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงด้านการรับประทานอาหาร ทั้งนี้ หากมีความคิดทำร้ายตนเองหรือสิ้นหวังอย่างรุนแรง ต้องรีบขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญทันที

กรมสุขภาพจิตขอแนะนำแนวทางดูแลสุขภาพจิตในช่วงปีใหม่ เพื่อช่วยให้ประชาชนดูแลใจของตนเองได้อย่างเหมาะสม ได้แก่

1. ยอมรับความรู้สึกของตนเอง โดยตระหนักว่าความรู้สึกหดหู่หรือไม่สบายใจสามารถเกิดขึ้นได้ และไม่จำเป็นต้องฝืนให้ตนเองมีความสุขเหมือนผู้อื่น

2. ดูแลสุขภาพร่างกายขั้นพื้นฐานให้เหมาะสม ด้วยการนอนหลับให้เพียงพอ รับประทานอาหารให้เป็นเวลา ลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน รวมถึงการเคลื่อนไหวหรือออกกำลังกายเบา ๆ อย่างน้อยวันละ 20–30 นาที

3. วางเป้าหมายปีใหม่ในลักษณะเล็กและสามารถทำได้จริง โดยโฟกัสทีละเรื่อง ไม่สร้างความกดดันต่อตนเอง และหมั่นชื่นชมความสำเร็จเล็ก ๆ ที่ตนเองทำได้ตลอดปีที่ผ่านมา

4. เชื่อมโยงความสัมพันธ์กับคนรอบตัว ผ่านการพูดคุย พบปะ หรือทำกิจกรรมร่วมกัน หากอยู่เพียงลำพังอาจเข้าร่วมกิจกรรมอาสาหรือกิจกรรมในชุมชน เพื่อช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยว

5. จำกัดการเปรียบเทียบตนเองผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยเลือกเสพข่าวสารหรือเนื้อหาที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย และตระหนักว่าสิ่งที่ปรากฏในสื่อมักเป็นเพียงช่วงเวลาที่ถูกคัดเลือกมาแล้ว

6. ใช้เทคนิคผ่อนคลายอย่างง่ายเป็นประจำ เช่น การหายใจลึกและช้า 3–5 นาที การเขียนระบายความคิดและจัดลำดับความกังวล หรือการฝึกสติอยู่กับปัจจุบันและทำสิ่งเล็ก ๆ ให้สำเร็จทีละอย่าง

7. ร่วมกันดูแลและช่วยเหลือในครอบครัวและชุมชน ด้วยการสังเกตคนรอบข้างที่มีพฤติกรรมเงียบ ซึมเศร้า หรือแยกตัว ชวนพูดคุย รับฟังโดยไม่ตัดสิน และพาไปพบผู้เชี่ยวชาญเมื่อสังเกตเห็นว่าอาการคงอยู่หรือรุนแรงเกินไป โดยย้ำว่าการขอความช่วยเหลือเป็นเรื่องสำคัญและประชาชนไม่จำเป็นต้องเผชิญกับภาวะ New Year’s Blue เพียงลำพัง

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถประเมินสุขภาพจิตเบื้องต้นได้ด้วยตนเองผ่านเว็บไซต์ www.วัดใจ.com ซึ่งให้บริการประเมินครอบคลุมภาวะซึมเศร้า ความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย และภาวะหมดไฟในการทำงาน โดยเมื่อพบความเสี่ยง จะมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญติดต่อกลับเพื่อให้คำปรึกษา พร้อมทั้งสามารถขอรับความช่วยเหลือผ่าน สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถก้าวผ่านช่วงเริ่มต้นปีใหม่ได้อย่างมั่นคงและปลอดภัยทางใจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง