นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลล่าสุดสะท้อนความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม จากปี พ.ศ. 2566 ที่มีเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาจำนวน 1.02 ล้านคน ลดลงเหลือ 0.98 ล้านคนในปี พ.ศ. 2567 และในปี พ.ศ. 2568 (ณ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568) ลดลงเหลือ 603,095 คน
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานอนุกรรมการบูรณาการทำงานเพื่อขับเคลื่อนการจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ภายใต้คณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาระดับชาติ ระบุว่า การลดลงของจำนวนเด็กดังกล่าว ไม่ได้เกิดจากการนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบโรงเรียนในรูปแบบเดิมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการปรับแนวทางจัดการศึกษาให้มีความยืดหยุ่น รองรับเด็กและเยาวชนที่ไม่สามารถเรียนในระบบปกติได้
ทั้งนี้ รัฐบาลได้ยกระดับนโยบาย Thailand Zero Dropout (TZD) เป็น TZD พลัส โดยดำเนินการขยายรูปแบบการจัดการศึกษา เช่น โครงการ “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” ครอบคลุมทุกอำเภอใน 77 จังหวัด รวม 937 โรงเรียน รวมถึงแพลตฟอร์ม “โรงเรียนมือถือ (Mobile School)” ซึ่งเปิดโอกาสให้การเรียนรู้มีความยืดหยุ่นทั้งด้านรูปแบบ สถานที่ เวลา และการประเมินผล ให้สอดคล้องกับศักยภาพและเงื่อนไขของผู้เรียน เพื่อช่วยให้เด็กและเยาวชนสามารถกลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม
นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการฯ ยังมีมติเห็นชอบให้ขยายกลุ่มเป้าหมายเพิ่มเติม ครอบคลุมเด็กและเยาวชนอายุ 3–18 ปี ที่หลุดออกจากระบบการศึกษาชั่วคราวจากผลกระทบของวิกฤตการณ์ต่าง ๆ อาทิ ภัยธรรมชาติ และสถานการณ์ความขัดแย้ง เพื่อป้องกันไม่ให้การหลุดชั่วคราวกลายเป็นการหลุดออกจากระบบการศึกษาอย่างถาวร
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งสร้างความเข้าใจกับหน่วยงานในระดับพื้นที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการติดตาม ช่วยเหลือ ส่งต่อ และดูแลเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่ยังมีอยู่อีกกว่า 6 แสนคน โดยมุ่งขยายช่องทางประสานงานในพื้นที่ และพัฒนารูปแบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นให้มีความหลากหลายและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น








