นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์โรคคางทูมต่อเนื่อง ในปี 2568 พบผู้ป่วยโรคคางทูมเพิ่มขึ้น โดยปกติ โรคคางทูมมักพบมากในกลุ่มเด็กเล็ก แต่ปัจจุบันกลับพบผู้ป่วยจำนวนมากในวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้น โดยทั่วไปผู้ที่ติดโรคคางทูมมักมีอาการไม่รุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตต่ำ แต่สามารถแพร่กระจายเชื้อได้ง่ายมาก โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันหนาแน่น เช่น โรงเรียนประจำ หรือหอพัก เชื้อไวรัสสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสละอองฝอยจากการไอ จาม การพูดคุยใกล้ชิด หรือการใช้สิ่งของร่วมกัน อาการของโรคเริ่มจากมีไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยตัว เบื่ออาหาร และปวดศีรษะ จากนั้นต่อมน้ำลายบริเวณข้างแก้มจะบวมและปวด จนอ้าปาก หรือเคี้ยวอาหารลำบาก อาการบวมจะคงอยู่ประมาณ 3–7 วัน และค่อยๆ ยุบไปเองภายใน 10 วัน
ทั้งนี้ ในผู้ใหญ่อาจพบภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น อัณฑะอักเสบ รังไข่อักเสบ หรืออาจส่งผลต่อระบบสมองและการได้ยิน ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม–29 ธันวาคม 2568 พบผู้ป่วยโรคคางทูม 1,961 ราย ไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยสูงสุด ได้แก่ กลุ่มอายุ 15–19 ปี รองลงมา คือ กลุ่มอายุ 20–29 ปี และกลุ่มอายุ 5–9 ปี ซึ่งในปี 2567–2568 พบจำนวนผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง และตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนมีรายงานการระบาดเป็นกลุ่มก้อน 7 เหตุการณ์ โดย 4 เหตุการณ์พบในสถานศึกษา ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยรายอื่น กรมควบคุมโรค จึงเน้นย้ำให้หน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ประสานความร่วมมือกับสถานศึกษาในการติดตาม และดูแลสุขภาพนักเรียนอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการส่งเสริมให้เด็กได้รับวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด–คางทูม–หัดเยอรมัน (MMR) ให้ครบถ้วนตามแผนการให้วัคซีนของกระทรวงสาธารณสุข
ขณะเดียวกันขอให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์ให้นักเรียนในช่วงวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ตอนต้นที่ไม่มั่นใจในประวัติการได้รับวัคซีน หรือมีประวัติการได้รับวัคซีนไม่ครบถ้วน เข้ารับคำปรึกษาจากสถานพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อประเมินความจำเป็นในการรับวัคซีนเพิ่มเติม ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนดังกล่าวเป็นบริการที่มีค่าใช้จ่ายตามสิทธิและเงื่อนไขของสถานพยาบาล
นอกจากนี้ ขอแนะนำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงในสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันอย่างหนาแน่นปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยอย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอ ได้แก่ การล้างมือบ่อยๆ สวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ หลีกเลี่ยงการใช้แก้วน้ำ ช้อน หรือของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการป่วย เพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของโรค








