คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการดำเนินการตามมติคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 โดยเห็นชอบ และรับทราบ ตามความเห็นสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ดังนี้
1. อนุมัติปรับลดวงเงินสินเชื่อต่อตันข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกปทุมธานี และข้าวเปลือกเหนียว
ตามโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 โดยใช้ร้อยละ 90 ของราคาเฉลี่ย ณ วันที่
4 พฤศจิกายน 2568 ส่งผลให้วงเงินสินเชื่อปรับลดลงจากเดิม 36,232.50 ล้านบาท เป็น 35,011.50 ล้านบาท
(ปรับลดลง 1,221 ล้านบาท) และวงเงินจ่ายขาดปรับลดลง จากเดิม 9,164.23 ล้านบาท เป็น 9,013.24 ล้านบาท (ปรับลดลง 150.99 ล้านบาท) เนื่องจากสถานการณ์ราคาข้าวเปลือกในปัจจุบันมีแนวโน้มต่ำกว่าราคาการให้สินเชื่อต่อตันตามโครงการ
2. เห็นชอบขยายระยะเวลาโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก ปีการผลิต 2566/67 (โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวฯ ปีการผลิต 2566/67) ไปอีก 6 เดือน จากเดิมสิ้นสุดโครงการวันที่ 31 ตุลาคม 2568 เป็นสิ้นสุดโครงการ วันที่ 30 เมษายน 2569
3. รับทราบแนวทางการสนับสนุนการปลูกข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มมูลค่า (ข้าวประณีต) เป้าหมายกลุ่มเกษตรกร 200 กลุ่ม วงเงินจ่ายขาด 120 ล้านบาท โดยเบิกจ่ายจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในโอกาสแรกก่อน หากไม่เพียงพอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอขอรับการจัดสรรจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่งเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568
ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ขัดข้องและมีความเห็นเพิ่มเติมว่า ภาครัฐควรเร่งจัดสรรงบประมาณ เพื่อไม่ให้กระทบต่อสภาพคล่องของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรติดตามกระบวนการดำเนินโครงการให้เป็นไปตามระเบียบตลอดจนประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) พิจารณาแล้วเห็นว่า การขออนุมัติปรับลดวงเงินสินเชื่อต่อตันข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกปทุมธานี และข้าวเปลือกเหนียว ตามโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวฯ ปีการผลิต 2568/69 การขอความเห็นชอบขยายระยะเวลาโครงการชดเชยดอกเบี้ยฯ ปีการผลิต 2566/67 และการขอให้รับทราบแนวทางการสนับสนุนการปลูกข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มมูลค่า (ข้าวประณีต) ไม่ได้เป็นการกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงาน หรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปสามารถพิจารณาอนุมัติตามข้อเสนอของกระทรวงพาณิชย์ได้ และสามารถรับทราบเรื่องดังกล่าวได้ตามที่เห็นสมควร
ส่วนการขอความเห็นชอบในหลักการของโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 เป้าหมาย 3 ล้านตัน วงเงินจ่ายขาด 1,680 ล้านบาท โดยเบิกจ่ายจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เป็นการกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงสมควรเสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่พิจารณา
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ออกระเบียบการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวสาลีสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ ที่ต้องปลอดการเผา โดยนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ ได้ออกกฎระเบียบว่าด้วยการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวสาลีสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ สำหรับปี 2569 รวม 4 ฉบับ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 สอดคล้องกับมติคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) และผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว โดยมีกฎระเบียบการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ต้องปลอดการเผา ซึ่งถือเป็นประเด็นใหม่ที่ผู้ประกอบการนำเข้าต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ นับเป็นกฎหมายใหม่ที่เพิ่มเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อม
โดยกำหนดให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่นำเข้ามาใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ ต้องมาจากแหล่งผลิตหรือการทำการเกษตร
ที่ไม่ใช้วิธีการเผาในกระบวนการเพาะปลูก
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง PM2.5 ข้ามแดน สนับสนุนเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับมาตรฐานห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรให้สอดรับกับแนวโน้มการค้าโลก โดยผู้นำเข้าจำเป็นต้องจัดเตรียมเอกสาร ข้อมูลแหล่งผลิต และหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแสดงว่าสินค้าที่นำเข้าเป็นไปตามเงื่อนไข “ปลอดการเผา” ที่กฎหมายกำหนดอย่างชัดเจน สำหรับหนังสือที่ต้องแสดงประกอบพิธีการตรวจปล่อยของกรมศุลกากรในการนำเข้า มี 2 รูปแบบ เนื่องจากในช่วงแรกเป็นช่วงปรับตัวไม่ให้กระทบต่อการนำเข้ามากนัก จึงให้ผู้นำเข้าสามารถใช้ “หนังสือรับรองตนเอง” ตามแบบฟอร์มที่กำหนด ซึ่งต้องมีข้อมูลด้านการเพาะปลูก ที่ตั้งแปลงปลูก และปริมาณการนำเข้าเพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ หรือสามารถใช้ “เอกสารหลักฐานที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจของประเทศผู้ส่งออก หรือที่ออกโดยหน่วยงานหรือสถาบันที่ได้รับการรับรองหรือมอบหมายจากประเทศผู้ส่งออก หรือที่ออกให้โดยองค์กรที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นสากล” เพื่อให้เกิดความคล่องตัวทางการค้าด้วย โดยผู้นำเข้าต้องเก็บข้อมูลและเอกสารหลักฐานดังกล่าวเป็นเวลา 5 ปี เพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ ทั้งนี้ จะมีหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจ (Competent Authority : CA) ของไทย เป็นผู้เผยแพร่รายชื่อหน่วยงานที่ออกเอกสารดังกล่าวของประเทศส่งออกให้ทราบต่อไป
สามารถศึกษาข้อมูลกฎระเบียบ แบบคำขอและแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติมได้ จากเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (www.dft.go.th) หัวข้อ “กฎหมาย” หรือสอบถามเพิ่มเติมจากกองบริหารสินค้าข้อตกลงและมาตรการการค้า โทร 0 2547 4734 และสายด่วน 1385 เพื่อให้การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวสาลีเป็นไปอย่างถูกต้อง ลดความเสี่ยง และสอดรับกับทิศทางนโยบายการค้าและสิ่งแวดล้อมของประเทศ








