สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับ มูลนิธิกระจกเงา เปิดเผยสถานการณ์ค้ามนุษย์และเด็กหาย พบว่าในช่วงปี 2568 มีเด็กและเยาวชนถูกหลอกไปทำงานในขบวนการสแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวล แม้สามารถช่วยเหลือกลับมาได้บางส่วนแล้ว แต่ยังมีเด็กอีก 7 รายที่อยู่ระหว่างการติดตามตัว โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันจะเร่งดำเนินการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง
พลตำรวจโทไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงว่า ตลอดปี 2568 พบคดีค้ามนุษย์รวม 279 คดี จับกุมผู้ต้องหาได้ 366 ราย และช่วยเหลือผู้เสียหายได้ 317 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นคดีแสวงหาประโยชน์ทางเพศ 246 คดี รองลงมาคือคดีบังคับใช้แรงงาน 33 คดี ในจำนวนนี้เป็นคดีล่วงละเมิดแรงงานเด็ก 15 คดี นอกจากนี้ ยังพบผู้เสียหายในกลุ่มเด็กและเยาวชนถึง 213 ราย
สำหรับคดีค้ามนุษย์ผ่านช่องทางออนไลน์ พบสูงถึง 170 คดี ส่วนใหญ่เป็นการหลอกลวงเด็กไปทำงานในแก๊งสแกมเมอร์ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ประสานการทำงานกับตำรวจตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสกัดกั้นและป้องกันการกระทำผิด
ด้านนายเอกลักษณ์ หลุ่มชมแข หัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา ระบุว่า ในปีที่ผ่านมา พบเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวน 19 ราย ถูกหลอกไปทำงานสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน รูปแบบการหลอกลวงมักเริ่มจากการติดต่อผ่านช่องทางออนไลน์ การประกาศงานที่ให้ค่าตอบแทนสูง หรือการสร้างความสัมพันธ์ก่อนชักชวนเดินทาง จากนั้นส่งต่อให้ขบวนการแสวงหาประโยชน์ ปัจจุบันสามารถติดตามช่วยเหลือได้แล้ว 12 ราย เหลืออีก 7 รายที่ยังไม่พบตัว
ขณะเดียวกัน แม่ของหนึ่งในเด็กหายทั้ง 7 ราย ได้เข้ายื่นหนังสือถึงตำรวจ ขอให้เร่งรัดการติดตามตัวลูกชายวัย 16 ปี ซึ่งหายตัวไปตั้งแต่ช่วงต้นปีก่อน หลังถูกชักชวนไปทำงานเป็นช่างแอร์ในจังหวัดศรีสะเกษ ก่อนขาดการติดต่อ ต่อมาช่วงปลายเดือนเมษายน ลูกชายติดต่อกลับและแจ้งว่าถูกหลอกไปทำงานคอลเซ็นเตอร์ในประเทศกัมพูชา และถูกทำร้ายร่างกาย แม้เคยแจ้งพิกัดให้ตำรวจเข้าตรวจสอบ แต่ยังไม่พบตัว ล่าสุดได้รับข้อมูลเมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ว่าเด็กถูกย้ายไปทำงานในสถานที่อื่น โดยครอบครัวยังคงมีความหวังและวอนให้เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการอย่างเต็มที่








