นายกฯ สั่งการภาครัฐเร่งยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินผ่าน Data Bureau เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย (คณะอนุกรรมการฯ) ครั้งที่ 1/2569

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมดังกล่าวเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยหนึ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี คือ การมีฐานข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงิน ที่ครบถ้วน มีคุณภาพ และเชื่อมโยงกัน เพื่อนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาใน 2 มิติ ทั้งการปราบปราม โดยการสกัดกั้นการไหลเข้าออกของเงินทุนที่เกิดขึ้นจากการก่ออาชญากรรม เพื่อลดความเสียหายที่เกิดขึ้น และการป้องกัน โดยการวิเคราะห์ลักษณะ และพฤติกรรมของผู้ก่ออาชญากรรม เพื่อนำมากำหนดมาตรการป้องกัน และระงับการทำธุรกรรมก่อนที่จะเกิดความเสียหายขึ้น จึงได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้ขึ้นทำหน้าที่ศึกษาข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแล การไหลเข้าออกของเงินทุน สำหรับการดำเนินธุรกรรมทางการเงิน ตลอดจนศึกษาแนวทางการรวบรวม แลกเปลี่ยน และเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงิน เพื่อเสนอแนะแนวทางการยกระดับการแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินและการกำกับดูแลการดำเนินธุรกรรมทางการเงิน อีกทั้งยังเป็นการติดตามความคืบหน้าโครงการ Data Bureau ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลการเงินของประเทศไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบเส้นทางการเงินและสกัดกั้นเงินสีเทา โดยใช้เทคโนโลยีในการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งจากระบบธนาคาร ตลาดทองคำ และสินทรัพย์ดิจิทัลแบบเรียลไทม์ เป็นการอุดช่องโหว่การทำงานแบบแยกส่วนต่างคนต่างทำ ทั้งนี้ การทำงานร่วมกันจะมีความสำคัญมากในการสร้างกลไก Data Bureau ที่เป็นประโยชน์ และสามารถนำไปใช้ในการป้องกันการฟอกเงิน การไหลเวียนของเงินผิดกฎหมาย และตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรานอกระบบที่ส่งผลต่อเสถียรภาพค่าเงินบาทและระบบเศรษฐกิจไทยได้อย่างทันท่วงที

เนื่องจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนในปัจจุบันมีความซับซ้อนมีการทำธุรกรรมผ่านช่องทางใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น ทั้งผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะ USDT ธุรกิจทองคำ ทั้งทองคำจริงและทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ การโอนเงินข้ามพรมแดนและบัญชีเงินบาทนอกประเทศ (NRBA) ประกอบกับระบบนิเวศทางการเงินของไทย ยังมีช่องว่าง มีการกำกับที่แยกส่วน และยังไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลการทำธุรกรรมระหว่างกัน ทำให้การตรวจสอบที่มา วัตถุประสงค์ และทิศทางการไหลเข้าออกของเงินทุนตรวจสอบได้ยาก ซึ่งการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ระบบเศรษฐกิจ และความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ของประเทศ อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาการดำเนินธุรกรรมทางการเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลและทองคำเป็นตัวกลางทางการเงินที่มีพฤติกรรมการซื้อ-ขายที่ผิดปกติและสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นช่องทางในการหลีกเลี่ยงหรือกระทำความผิด โดยมูลค่าการซื้อ-ขายสินทรัพย์ดิจิทัลในรูปแบบ Stablecoin (สกุลเงินดิจิทัลที่ถูกออกแบบมาให้มีมูลค่าคงที่ หรือค่อนข้างเสถียรเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่นๆ) สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา (USD Tether: USDT) นับเป็นสัดส่วนมากถึงร้อยละ 52 ของมูลค่าการซื้อ-ขายสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมด ประกอบกับสัดส่วนนักลงทุนต่างประเทศในศูนย์ซื้อ-ขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 39 สะท้อนถึงพฤติกรรมการซื้อ-ขาย USDT ของนักลงทุนในฐานะสินทรัพย์ที่นำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินเฟียต (Fiat Currency) ในขณะที่มูลค่าการดำเนินธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับทองคำ ทั้งในรูปแบบการนำเข้า-ส่งออกทองคำจริงและการซื้อ-ขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ (Online Gold) ที่เพิ่มสูงขึ้นมากโดยยังคงไม่มีหน่วยงานที่สามารถติดตามตรวจสอบและกำกับดูแลการดำเนินธุรกรรมได้โดยตรง อาจถูกนำไปใช้ในกระบวนการฟอกเงินได้ ดังนั้น ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ จึงเสนอแนวคิด “Connect The Dots” เพื่อยกระดับการกำกับดูแลผ่าน 3 มิติหลัก

          (1) Profile – การยืนยันตัวตนและทำ Customer Profiling เพื่อดูความสอดคล้องของตัวตน

          (2) Behavior – การติดตามพฤติกรรมการทำธุรกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูความสอดคล้องของพฤติกรรมเมื่อเทียบกับตัวตน

          (3) Inflow / Outflow – การระบุแหล่งที่มาและปลายทางของเงินและสินทรัพย์

โดยมี Data Bureau เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินในระบบเศรษฐกิจ เช่น เงินโอน
ในบัญชีธนาคาร กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศสินทรัพย์ดิจิทัล ทองคำ ตลาดทุน และสินทรัพย์อื่น เป็นต้น

ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ จึงได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินมาตรการยกระดับการกำกับดูแลและการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลธุรกรรมทางการเงินให้ครอบคลุมและครบถ้วนภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ ดังนี้

1) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) พิจารณาเพิ่มบทบาทในเชิงรุกในฐานะหน่วยงานหลักในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้นผ่านทองคำจริงและ Online Gold
ให้เข้มข้นขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลธุรกรรมทองคำจริง เช่น การปรับลดวงเงินการรายงานธุรกรรมทองคำของร้านค้าทองคำที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่แท้จริงของผู้ซื้อ-ขายทองคำ เป็นต้น

2) ธนาคารแห่งประเทศไทย พิจารณาดำเนินการปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อให้ร้านค้าทองคำรายงานข้อมูลธุรกรรมซื้อ-ขายทองคำ เช่น ข้อมูลการซื้อ-ขายทองคำในลักษณะ Online Gold รายธุรกรรม รูปแบบการชำระเงิน เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อนำไปใช้ประกอบการพิจารณากำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้อง เช่น การกำหนดเงื่อนไขการดำเนินธุรกรรมซื้อ-ขายทองคำในลักษณะ Online Gold ในสกุลเงินบาท เป็นต้น

3) กระทรวงการคลัง พิจารณากำหนดให้ผู้บริการซื้อขายทองคำในลักษณะ Online Gold นำส่งข้อมูลธุรกรรมการซื้อ-ขายทองคำเช่นเดียวกับแพลตฟอร์มสินค้าบริการออนไลน์ ตลอดจนพิจารณาจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax: SBT) หรือภาษีประเภทอื่น ๆ จากผู้ซื้อ-ขายทองคำและร้านค้าทองคำที่ซื้อ-ขายทองคำมูลค่าสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งจะช่วยให้เกิดฐานข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมการซื้อขายทองคำอีกทางหนึ่ง

4) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงาน ปปง. ร่วมพิจารณาผลักดันให้เกิดการนำหลักเกณฑ์การส่งต่อข้อมูลระหว่างผู้โอนและผู้รับโอน (Travel Rule) มาใช้ในการจัดเก็บและติดตามธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลที่โอนผ่านผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแล โดยสำนักงาน ก.ล.ต. จะร่วมกับสำนักงาน ปปง. ออกแนวปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ในระหว่างที่สำนักงาน ปปง. เตรียมความ พร้อมเพื่อออกกฎเกณฑ์ภายใต้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินต่อไป

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า เป้าหมายสุดท้าย ข้อมูลธุรกรรมการเงินเหล่านี้ สามารถจัดเก็บได้อย่างครบถ้วน และมีคุณภาพ จะถูกนำมาเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน จากนั้นนำไปใช้เพื่อติดตามตรวจสอบพฤติกรรม และเส้นทางการดำเนินธุรกรรมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและทันท่วงที รวมทั้งเป็นหลักเกณฑ์การจัดกลุ่ม และกำหนดวงเงินการดำเนินธุรกรรมตามระดับความเสี่ยง (Risk Profiling) พร้อมย้ำให้คณะอนุกรรมการฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการประสานการทำงานและการดำเนินการในทุกระดับภายใต้ขอบเขตของกฎหมายที่สามารถดำเนินการได้ การ “Connect The Dots” ไม่ใช่การเพิ่มภาระประชาชนหรือภาคธุรกิจสุจริตแต่เป็นการสร้างความโปร่งใส ความเป็นธรรม และเสถียรภาพของระบบการเงินไทย และเพื่อให้มีกลไกในการสกัดกั้นอาชญากรรมทางการเงินและเทคโนโลยีทุกรูปแบบ ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและนานาชาติในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างจริงจังต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง