16 ม.ค. 69 ครบรอบ 70 ปี แห่งการควบคุมโรคเรื้อนและการก่อตั้ง “ราชประชาสมาสัย” เร่งค้นหาผู้ป่วย เพื่อลดความพิการ ตั้งเป้าปลอดผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่ที่เป็นเด็กภายในปี 2570

“โรคเรื้อน” เป็นโรคติดต่อเรื้อรังที่เกิดจากเชื้อ Mycobacterium leprae (M.leprae) หากไม่รักษาอย่างทันท่วงทีอาจนำไปสู่ความพิการได้ ซึ่งประเทศไทยเริ่มดำเนินการควบคุมโรคเรื้อนอย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2499  ในระยะเริ่มแรกยังคงประสบปัญหาด้านอัตรากำลังเจ้าหน้าที่และข้อจำกัดในการขยายงานโรคเรื้อนให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญและความเร่งด่วนในการจัดการปัญหาโรคเรื้อนในประเทศอย่างเป็นระบบ จึงมีพระราชดำริให้จัดตั้งสถานที่เฉพาะเพื่อเป็นศูนย์กลางในการฝึกอบรมบุคลากรด้านโรคเรื้อนและการค้นคว้าวิจัย ณ สถานพยาบาลพระประแดง โดยพระองค์เสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารแห่งนี้ในวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2501 และพระราชทานนามอันเป็นมงคลยิ่งว่า “สถาบันราชประชาสมาสัย” ซึ่งมีความหมายลึกซึ้งว่า พระราชากับประชาชนอาศัยซึ่งกันและกัน อันเป็นหลักการสำคัญของการพัฒนาสุขภาพสังคมอย่างยั่งยืน และต่อมาได้เสด็จฯ เปิดอาคารในวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2503 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นบทบาทสำคัญของสถาบันราชประชาสมาสัย ในฐานะศูนย์กลางการควบคุมโรคเรื้อนของประเทศ ดังนั้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าว สถาบันราชประชาสมาสัยจึงกำหนดให้วันที่ 16 มกราคมของทุกปีเป็นวันครบรอบ
การก่อตั้งสถาบันราชประชาสมาสัย โดยจัดให้มีกิจกรรมรณรงค์ “สัปดาห์ราชประชาสมาสัย” และในปี พ.ศ. 2569 นี้ นับเป็นวาระสำคัญ 70 ปี แห่งการควบคุมโรคเรื้อนและการก่อตั้ง “ราชประชาสมาสัย” ในวันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569 จึงมีการจัดกิจกรรมสำคัญ เพื่อ​น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อการดำเนินงานโรคเรื้อน

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังมุ่งสู่การกำจัดการแพร่ของโรคเรื้อนให้หมดไปจากประเทศไทย (Interruption of transmission) โดยมุ่งหวังให้ปลอดผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่ที่เป็นเด็กภายในปี 2570 แต่การเร่งรัดค้นหาผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่ที่ผ่านมายังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย สัดส่วนความพิการของผู้ป่วยยังเกินเกณฑ์ที่กำหนด สะท้อนให้เห็นถึงการเข้าสู่การรักษาที่ล่าช้า โดยใน ปี 2567 ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่ในคนไทยจำนวน 80 ราย และในประชากรข้ามชาติจำนวน 32 ราย การกระจายของผู้ป่วยใหม่คนไทยส่วนมากอยู่ในภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคเหนือ ตามลำดับ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวเกิดจากการขาดความรอบรู้เรื่องโรคเรื้อนของประชาชนและผู้ให้บริการในสถานพยาบาลที่ขาดทักษะในการคัดกรองโรคเรื้อน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นในการเร่งรัดค้นหาผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง เพื่อตัดวงจรการแพร่เชื้อ โดยการติดตามตรวจผู้สัมผัสโรคร่วมบ้าน และสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเร่งรัดค้นหาผู้ป่วยให้ทันเวลาเพื่อลดความพิการที่จะเกิดขึ้นจากความล่าช้าในการรักษา พร้อมทั้งการคัดกรองผู้มีอาการสงสัยในชุมชนและส่งต่อมารับการรักษาตามมาตรฐานในสถานบริการสาธารณสุข อย่างไรก็ตามยังต้อง​ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคเรื้อนในวงกว้าง เพื่อลดความเข้าใจผิดและอคติต่อผู้ป่วย และการค้นหาผู้ป่วยรายใหม่ร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่ ดังนั้นกิจกรรมหลักของการรณรงค์ในปีนี้ จึงมุ่งเน้นไปที่การค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก โดยให้เร่งรัดค้นหาผู้ป่วยรายใหม่ในกลุ่มผู้สัมผัสโรคที่อยู่ร่วมบ้าน ในพื้นที่ที่มีข้อบ่งชี้ทางระบาดวิทยา พื้นที่ที่มีรายงานผู้ป่วยรายใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังไม่ปลอดผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่ที่เป็นเด็ก เพื่อให้สามารถวินิจฉัยและรักษาได้ทันท่วงที

หน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงสาธารณสุขและภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพ ร่วมจัดกิจกรรมรณรงค์และกิจกรรมเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อเร่งรัดค้นหาและตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่ และผู้สัมผัสโรค (ทั้งคนไทยและประชากรข้ามชาติ) พร้อมทั้งขอความร่วมมืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)ในการคัดกรองผู้มีอาการสงสัยโรคเรื้อนในชุมชน ช่วยให้การดำเนินงานควบคุมโรคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทั่วถึง นอกจากนี้ยังได้ขอความร่วมมือร้านขายยาชุมชน ในการให้ความรู้แก่ประชาชนและช่วยคัดกรองผู้มีอาการสงสัยเพื่อส่งต่อมารับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้องที่สถานบริการสาธารณสุขในพื้นที่

สำหรับอาการของโรคเรื้อน หรือ Leprosy เป็นโรคติดต่อทำให้เกิดอาการที่ผิวหนังและเส้นประสาทส่วนปลาย หากไม่รีบรักษาอาจทำให้เกิดความพิการที่ตา มือ เท้า โดยเชื้อโรคดังกล่าวติดต่อผ่านทางเดินหายใจ ซึ่งเชื้อจะแพร่ออกมาจากโพรงจมูกของผู้ป่วยที่ยังไม่ได้รับการรักษา แต่ติดได้ยาก สำหรับผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงสูงในการติดเชื้อ คือผู้ที่สัมผัสคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยเป็นเวลานาน และเป็นผู้ที่มีภูมิคุ้มกันโรคเรื้อนผิดปกติ ส่วนใหญ่จะสามารถสังเกตอาการได้จากความผิดปกติของผิวหนัง เช่น เป็นผื่นวงแหวนขอบแดงนูนหนา ผื่นนูนแดง ตุ่มแดง ผื่นนูนแดงขอบชัด ผื่นแดงนูนหนาผิวอิ่มฉ่ำเป็นมัน วงด่างสีจางผิวแห้ง ผื่นวงแหวนขอบนูนหนา ตุ่มแดงผิวอิ่มฉ่ำเป็นมันที่ในหู หรือหากมีอาการผิวหนังมีวงด่างขาว วงสีจางหรือสีเข้ม มีอาการชาที่รอยโรค ผิวหนังเป็นผื่น ตุ่ม ไม่คัน เป็นมานานเกิน 3 เดือน ใช้ยารับประทาน ยาทา แล้วไม่หาย ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง