“กลาโหม” ประณามการก่อวินาศกรรม ระเบิด-วางเพลิงปั๊มน้ำมันในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ “หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส” เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย “พลังงาน” กำชับสำรองน้ำมันให้เพียงพอ

จากเหตุคนร้ายลอบวางเพลิงและวางระเบิด สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. วันที่ 11 มกราคม 2569 เพื่อหวังทำลายระบบเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นต่อเจ้าหน้าที่ จำนวน 11 จุด มีรายละเอียด ดังนี้ จังหวัดยะลา 4 จุด จังหวัดปัตตานี 2 จุด จังหวัดนราธิวาส จำนวน 5 จุด โดยหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้ปิดกั้นพื้นที่ เพื่อความปลอดภัย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ได้รับรายงานสถานการณ์แล้ว โดยยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ฝ่ายความมั่นคงประเมินว่า เหตุที่เกิดขึ้นเป็นการแสดงสัญญาณเชิงสถานการณ์ ซึ่งอาจมีความเชื่อมโยงกับบรรยากาศทางการเมืองและการเลือกตั้งท้องถิ่น มากกว่าจะเป็นการมุ่งก่อเหตุร้ายแรงต่อชีวิตประชาชน อย่างไรก็ตามรัฐบาลจะไม่ยอมให้เกิดเหตุความไม่สงบไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ทั้งนี้กองทัพภาคที่ 4 กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และฝ่ายปกครอง ได้บูรณาการกำลังลงพื้นที่เพื่อควบคุมสถานการณ์ ดูแลความปลอดภัย และเร่งคลี่คลายปัญหาอย่างใกล้ชิดโดยขณะนี้มีการประสานงานและหารือกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถรับมือและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

ด้าน พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุว่า จากเหตุเพลิงไหม้สถานีบริการน้ำมันหลายแห่งพร้อมกันในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้เข้าควบคุมพื้นที่ทันที สถานการณ์ปัจจุบันอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยละเอียด

จากเหตุดังกล่าว กระทรวงกลาโหม ได้ออกแถลงการณ์ประณามอย่างรุนแรงต่อการกระทำดังกล่าว ซึ่งเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม จงใจละเมิดกฎหมาย และมุ่งสร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิต ทรัพย์สิน ระบบสาธารณูปโภค และความมั่นคงของประเทศ เป็นการบ่อนทำลายความสงบสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างร้ายแรง การก่อเหตุในลักษณะโจมตีพื้นที่สาธารณะและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ไม่อาจอ้างเหตุผลหรืออุดมการณ์ใด ๆ มาสร้างความชอบธรรมได้ และขัดต่อหลักสันติวิธีตามมาตรฐานสากลอย่างสิ้นเชิง ความรุนแรงไม่ใช่ทางออกของปัญหา และไม่อาจยอมรับได้ในสังคมอารยะ

ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมจะสนับสนุนการดำเนินการในทุกมาตรการของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงกลาโหม พร้อมทั้งบูรณาการร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงอื่นๆ ของประเทศ โดยเฉพาะกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า) เพื่อควบคุมสถานการณ์ในทันที ดูแลความปลอดภัยของประชาชน เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายบ้านเมืองและกระบวนการยุติธรรมโดยด่วนต่อไป พร้อมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมกันปฏิเสธการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ และแจ้งเตือนไปยังผู้ที่ให้การปกปิด พักพิง สนับสนุน หรือให้ความช่วยเหลือใดๆ แก่กลุ่มผู้ก่อเหตุไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งถือเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดตามกฎหมายด้วย โดยขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่ เพื่อร่วมกันนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และคืนความสงบสุขสู่สังคมโดยเร็ว รัฐบาลและกระทรวงกลาโหมจะไม่ยอมให้การใช้ความรุนแรงมากำหนดอนาคตของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจะเดินหน้าปกป้องชีวิตประชาชน รักษาความสงบเรียบร้อย และสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน ด้วยกฎหมาย ความยุติธรรม และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

เช่นเดียวกับ กองทัพบก ประณามการกระทำอันไร้มนุษยธรรมของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงดังกล่าว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน และระบบสาธารณูปโภคของพลเรือน ถือเป็นการมุ่งสร้างสถานการณ์ความรุนแรง ความหวาดกลัว และบ่อนทำลายความสงบสุขในพื้นที่ โดยพลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกในฐานะรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (รอง ผอ.รมน.) ได้สั่งการให้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เร่งเข้าควบคุมสถานการณ์และสนับสนุนให้หน่วยที่เกี่ยวข้องเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโดยด่วน พร้อมกำชับให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นกระบวนการที่จงใจละเมิดกฎหมายอย่างร้ายแรง ไร้ซึ่งมนุษยธรรม และส่งผลกระทบต่อความสงบสุขของประชาชนอย่างกว้างขวาง

พลตรี วินธัย สุวารี เรียกร้องให้กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงดังกล่าวยุติการกระทำที่เป็นภัยต่อสังคม และขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันปฏิเสธกลุ่มผู้กระทำผิดเหล่านี้ โดยหลีกเลี่ยงการสนับสนุนทุกรูปแบบไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม รวมทั้งให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการแจ้งเบาะแสเพื่อติดตามจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี เพื่อคืนความสงบสุขให้แก่พื้นที่อย่างยั่งยืน

เพื่อให้การติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ได้ลงนามในประกาศหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ที่ 29/2569 เรื่อง การเพิ่มมาตรการบริเวณจุดผ่านแดน และห้ามบุคคลออกนอกเคหะสถานภายในระหว่างระยะเวลาที่กำหนด โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 ซึ่งกำหนดให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนปฏิบัติการ และประชาชนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ดังต่อไปนี้

1. ให้เพิ่มมาตรการบริเวณจุดผ่านแดนตามแนวชายแดน ไทย – มาเลเซีย ภายในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส โดยเข้มงวดการผ่าน เข้า – ออก ของยานพาหนะทุกประเภท และการเดินทางผ่าน เข้า – ออก ของประชาชน การค้าขายสินค้าทุกประเภท ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

2. ห้ามบุคคลออกนอกเคหะสถานภายในระหว่างระยะเวลา 21.00 – 05.00 น. ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนต้องขอนุญาตเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในพื้นที่

3. ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ที่ปฏิบัติงานรับผิดชอบในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ดำเนินการทางยุทธการ การรักษาความสงบเรียบร้อยและด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส โดยการใช้อำนาจในการตรวจค้น ตามมาตรา 9 และการห้าม ตามมาตรา 11 ตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 และใช้อำนาจอื่นๆ ตาม มาตรา 8 ตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 ตามความเหมาะสมแห่งสถานการณ์เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส

4. ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน ปฏิบัติตามความต้องการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ในส่วนที่เกี่ยวกับการยุทธการระงับปราบปราม หรือการรักษาความสงบเรียบร้อย ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส

5. ขอให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ให้ความร่วมมือและอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและการดำเนินการด้านยุทธการ

6. การบังคับใช้ประกาศนี้ ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ลงนามเป็นต้นไป (11 ม.ค. 69) จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง เป็นอย่างอื่น

ขณะที่ พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ลงพื้นที่ติดตามเหตุคนร้ายลอบวางเพลิงและวางระเบิดสถานีบริการน้ำมัน โดยได้ลงตรวจสอบที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท.418 ขาเข้าเมืองยะลา บ้านสาคอ หมู่ที่ 4 ตำบลท่าสาป อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง พร้อมระบุว่า ได้สั่งการให้หน่วยเฉพาะกิจประจำพื้นที่เข้าควบคุมพื้นที่เกิดเหตุและให้กำลังร่วม 3 ฝ่าย ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยเป็นระดับสูงสุด พร้อมทั้งหน่วยในพื้นที่ทั้งหมด ตั้งจุดตรวจจุดสกัดและควบคุมพื้นที่ที่อาจจะเกิดเหตุเพิ่มเติม รวมถึงสั่งการให้หน่วยป้องกันชายแดนในจังหวัดนราธิวาส และยะลา สกัดกั้นการผ่านข้ามแดนตลอดแนว โดยนำมาตรการที่มีอยู่มาดำเนินการให้เต็มพื้นที่ สำหรับการปฏิบัติหลังจากนี้จะรวบรวมหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อเตรียมการบังคับใช้กฎหมายต่อกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนใช้ความระมัดระวังในการเดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงคอยเป็นหูเป็นตาในการจดจำบุคคลและคอยสังเกตวัตถุ ต้องสงสัยที่อาจถูกวางทิ้งไว้ในสถานที่ต่าง ๆ และขอความร่วมมือประชาชนหากพบบุคคลต้องสงสัยเข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่ สามารถแจ้งได้ที่หมายเลขสายด่วน กอ.รมน.ภาค 4 สน. 1341 และหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งขอให้ผู้ให้การสนับสนุนผู้กระทำผิดด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การนำพาซ่อนเร้น การให้การสนับสนุนที่พักพิงหรือการสนับสนุนเสบียงอาหาร จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189
ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ตำบลบานา อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ที่ถูกลอบวางระเบิด โดยกล่าวว่า การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ ภาครัฐโดยจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ยืนยันให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายอย่างเต็มที่ แม้ในบางกรณีบริษัทประกันอาจไม่สามารถรับผิดชอบค่าเสียหายได้ แต่ทางจังหวัดและศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จะดำเนินการดูแลชดเชยความเสียหายให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบอย่างครบถ้วน เพื่อให้สามารถฟื้นฟูกิจการและดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมั่นใจ รัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก และพร้อมรับฟังปัญหาของทุกฝ่าย โดยยืนยันว่าแนวทางการแก้ไขสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จะต้องดำเนินการผ่านกระบวนการพูดคุย เจรจา และหาข้อยุติร่วมกันด้วยสันติวิธีและรัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อขับเคลื่อนกระบวนการเจรจาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจ ลดความรุนแรง และนำไปสู่สันติสุขที่มั่นคงในพื้นที่ โดยย้ำว่าการพูดคุยและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน คือหนทางสำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหา

นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ทั้งพลังงานจังหวัด ผู้ค้าน้ำมัน ประสานงานร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง เพื่อเฝ้าระวังสถานีบริการน้ำมันและจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานทุกแห่งอย่างเข้มงวด โดยมุ่งเน้นไปที่ความปลอดภัยของพนักงานประจำสถานีและประชาชนที่เข้าใช้บริการเป็นสำคัญ นอกจากนี้ยังได้ขอให้มีการรายงานข้อมูลอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ส่วนกลางสามารถสนับสนุนความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ในส่วนของการบริหารจัดการเชื้อเพลิง ได้มอบหมายให้กรมธุรกิจพลังงานและผู้ค้าน้ำมัน มาตรา 7 ตรวจสอบสต็อกน้ำมันในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอ ไม่เกิดการขาดแคลนหากมีการปิดเส้นทางหรือมีข้อจำกัดในการขนส่ง พร้อมทั้งจัดเตรียมแผนสำรองในการเคลื่อนย้ายเชื้อเพลิงผ่านเส้นทางเลือกเพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงานในพื้นที่ให้ต่อเนื่องที่สุด ทั้งนี้ขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งได้กำชับให้พลังงานจังหวัด ผู้ค้าน้ำมัน เจ้าของสถานีบริการ ประสานกับฝ่ายความมั่นคง เฝ้าระวังสถานีบริการน้ำมันอย่างใกล้ชิดและดูแลความปลอดภัยของพนักงานทุกคน และขอให้ประชาชนมั่นใจว่าได้เตรียมแผนสำรองปริมาณน้ำมันไว้เพียงพอต่อการใช้งานในทุกสถานการณ์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง