นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวังและดำเนินมาตรการป้องกันไฟป่า หมอกควัน อย่างเข้มข้น โดยกรมอุทยานฯ ได้จัดตั้งจุดเฝ้าระวังไฟป่าทั่วประเทศจำนวน 3,895 จุด โดยเฉพาะในพื้นที่ 14 กลุ่มป่าเสี่ยงภาคเหนือ จำนวน 2,082 จุด พร้อมจัดชุดปฏิบัติการลาดตระเวนตรวจหาไฟและการลักลอบเผาป่าอย่างต่อเนื่อง ส่วนการประชาสัมพันธ์เชิงรุก เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการรณรงค์ในรูปแบบ “เคาะประตูบ้าน” เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับชุมชนรอบพื้นที่ป่า โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงไฟป่า ใน 17 จังหวัดภาคเหนือ และ 14 กลุ่มป่า รวมถึงการทำบันทึกข้อตกลง (MOU) กับชุมชนเพื่อสร้างเครือข่ายป้องกันไฟป่า
ด้าน นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ สังคม เศรษฐกิจ และสุขอนามัยของประชาชนเป็นวงกว้าง ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งมักจะเกิดบ่อยครั้งในช่วงรอยต่อของฤดูหนาวต่อเนื่องฤดูร้อน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน ฝุ่น PM2.5 โดยอาศัยกลไกของกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง ติดตามสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรูปแบบห้องปฏิบัติการ (War Room) ด้านการแจ้งเตือน บูรณาการหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 หากพบว่าค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง มีค่า 75.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขึ้นไป ปภ. จะแจ้งเตือนไปยังประชาชนให้รับทราบสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 อย่างต่อเนื่องทุกช่องทาง และแจ้งเตือนผ่านระบบ Cell Broadcast ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOP) ที่ได้กำหนดไว้ อีกทั้งยังได้มีการสร้างการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชน โดยใช้กลไกอาสาสมัครเข้ามามีบทบาทร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ตั้งแต่การวางแผน ประเมินความเสี่ยงในพื้นที่ กำหนดมาตรการชุมชน สร้างเครือข่ายประชาชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนในการแก้ปัญหาได้ด้วยชุมชนเอง นอกจากนี้ ยังได้กำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (กรณีฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5) โดยให้จังหวัดพิจารณาประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เมื่อค่า PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง มีค่าตั้งแต่ 125 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรขึ้นไป ติดต่อกัน 5 วัน
พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลสาธารณภัย เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยการปฏิบัติการทางภาคพื้น ได้เตรียมพร้อมเครื่องจักรกลปฏิบัติการด้านภัยจากไฟป่าและหมอกควันไว้ประจำศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทั้ง 18 เขตทั่วประเทศ รวม 320 หน่วย สำหรับพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ อยู่ในความรับผิดชอบของศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 5 เขต ได้แก่ ศูนย์ ปภ. เขต 8 กำแพงเพชร เขต 9 พิษณุโลก เขต 10 ลำปาง เขต 15 เชียงราย และเขต 16 ชัยนาท จัดเตรียมเครื่องจักรปฏิบัติการด้านไฟป่าและหมอกควัน รวม 89 หน่วย นอกจากนี้ ยังมีการปฏิบัติการทางอากาศ ซึ่ง ปภ. ได้ร่วมกับกองทัพบก เตรียมพร้อมสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (KA-32) ปฏิบัติภารกิจดับไฟป่าในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่กำลังภาคพื้นดินเข้าถึงยากและเป็นพื้นที่เสี่ยงอันตรายของผู้ปฏิบัติงาน
ในช่วงนี้ไปจนถึงวันที่ 15 มกราคม 2569 ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือยังคงต้องเฝ้าระวังฝุ่น PM2.5 ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย อุทัยธานี และอุตรดิตถ์ ซึ่งจากการคาดการณ์สถานการณ์จะเห็นได้ว่า ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือกำลังไล่ระดับความรุนแรงของสถานการณ์มากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น จำเป็นต้องมีการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ภัยที่จะเกิดขึ้นตลอดเวลา ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตทุกเขต ตรวจเช็กสภาพเครื่องจักรกลสาธารณภัยให้สามารถพร้อมใช้การ 100% ได้ตามวงรอบการจัดการภัย เมื่อเกิดเหตุสถานการณ์ภัยต่างๆ ขึ้นในพื้นที่ จะได้นำเครื่องจักรกลสาธารณภัยออกมาช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที และใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่สำคัญ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตจำเป็นต้องประสานงานกับพื้นที่ให้มากขึ้นในทุกระดับ ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานท้องถิ่นในจังหวัด เมื่อเกิดเหตุสาธารณภัยขึ้นและมีความจำเป็นต้องขอรับการสนับสนุนหน่วยงานอื่นเข้ามาช่วยปฏิบัติการ จะได้สามารถประสานงานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความอุ่นใจให้กับจังหวัดที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน
ขณะที่ นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรมจึงให้ความสำคัญในการพัฒนายกระดับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายสู่อุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ที่มีความสมดุลในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จากข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) พบว่า ในฤดูการผลิตปี 2567/68 ที่ผ่านมา เกษตรกรชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ร่วมกันทำอ้อยสดสูงถึง 85.14% ทั้งนี้ สถานการณ์ผลผลิตอ้อยทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ถึงปัจจุบัน มีปริมาณอ้อยเข้าหีบแล้ว 15.80 ล้านตัน แบ่งเป็นอ้อยสด 15.52 ล้านตัน คิดเป็น 98.23% ทำให้ในฤดูการผลิตที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับเสียงชื่นชมจากหลายฝ่าย และได้รับการชื่นชมจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถึงผลสำเร็จในการแก้ปัญหาการเผาอ้อยอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาการเผาของพืชเกษตรอื่นๆ จึงได้ส่งต่อเสียงชื่นชมถึงเกษตรกรชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาล และขอให้เกิดความร่วมมือลดการเผาอ้อย เพื่อลดฝุ่น PM2.5 อย่างต่อเนื่อง ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่อีกครั้ง และเดินหน้าอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยเป็นต้นแบบของอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ให้กับประเทศควบคู่ไปกับดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม
โดยจากการติดตามสถานการณ์การรับอ้อยเข้าหีบของโรงงานน้ำตาลท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี พบว่า เป็นอีกหนึ่งโรงงานน้ำตาลที่ประสบความสำเร็จในการทำอ้อยสด โดยรับอ้อยจากชาวไร่อ้อยในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม และสุพรรณบุรี ฤดูการผลิตที่ผ่านมา รับอ้อยสดสูงถึง 90% ซึ่งโรงงานได้มีการรณรงค์ตัดอ้อยสดและควบคุมคุณภาพอ้อยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีคุณภาพน้ำตาลทรายตามมาตรฐาน และสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ได้นำรถปฏิบัติการวิเคราะห์คุณภาพอ้อยเคลื่อนที่ (Mobile Laboratory) สอบทานการวิเคราะห์ค่าความหวานอ้อยของโรงงาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับชาวไร่อ้อย
นอกจากนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา และศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร แจ้งเตือนประชาชนรับมือฝุ่นสะสมหนักในภาคกลาง ตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันออก กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 16 มกราคม 2569 ขอให้สวมหน้ากากอนามัยเมื่อออกจากบ้าน และประชาชนกลุ่มเสี่ยงควรงดการทำกิจกรรมกลางแจ้ง
ขณะที่ ปภ. ได้เริ่มส่ง Cell Broadcast แจ้งเตือนค่า PM2.5 อำเภอเมืองฯ จังหวัดหนองคาย วัดได้ 81.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร มีผลกระทบต่อสุขภาพ และคาดว่า 1-2 วันนี้อากาศยังไม่ดีขึ้น ควรสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น และงดกิจกรรมกลางแจ้ง หากมีอาการผิดปกติให้พบแพทย์
สำหรับสาเหตุหลักในการทำให้เกิดฝุ่น PM2.5 ได้แก่ ควันดำจากรถยนต์และการจราจรบนท้องถนน การเผาในที่โล่ง ทั้งขยะ ตอซัง และวัสดุทางการเกษตร มลพิษจากโรงงานและการก่อสร้างอาคารต่างๆ และฝุ่นละอองจำนวนมากที่ตกค้างและสะสมอยู่ในอากาศ จึงขอความร่วมมือในการลดผลกระทบของฝุ่น โดยการใช้รถสาธารณะ เพื่อลดปริมาณควันจากท่อไอเสียของยานพาหนะส่วนตัว หยุดการเผา งดการเผาในที่โล่งทุกรูปแบบ เพื่อลดการสร้างฝุ่นโดยตรง ควบคุมกิจกรรมที่เกิดฝุ่น เฝ้าระวังมลพิษจากการก่อสร้างและโรงงานอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญป้องกันตนเอง โดยการสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นและติดตามข่าวสารค่าฝุ่นอย่างต่อเนื่อง และดูแลกลุ่มเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยเป็นพิเศษ ออกจากบ้านเฉพาะจำเป็น หากร่างกายมีอาการผิดปกติ เช่น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก แสบคันคอและจมูก เคืองตาและตาแดง คันผิวหนัง ควรรีบพบแพทย์
สามารถติดตามสภาพอากาศได้ทาง 5 แอปพลิเคชัน PM2.5 โหลดไว้ ได้ใช้ชัวร์ ได้แก่ 1. Thai Disaster Alert (TDA) 2. Air4Thai 3. IQAir 4. Air matters 5. AirVeDA








