ครม. เห็นชอบกู้ยืมเงินเสริมสภาพคล่อง อ.ส.ค. คลังค้ำประกัน 400 ล้านบาท 3 ปี ช่วยเหลือเกษตรกรโคนม

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการกู้ยืมเงินเบิกเกินบัญชีเพื่อสำรองเผื่อสภาพคล่องทางการเงิน (การกู้ยืมเงินเบิกเกินบัญชีฯ) ขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) โดยให้กระทรวงการคลัง ค้ำประกัน จำนวน 400 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอ และให้รับความเห็นของหน่วยงานไปพิจารณาดำเนินการด้วย เนื่องจากสถานการณ์ช่วงปี 2568 ที่ผ่านมายอดการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ประกอบกับต้นทุนด้านการผลิต มีการปรับตัวสูงขึ้น อ.ส.ค. จึงจำเป็นต้องรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเพิ่มเติมเฉลี่ยวันละ 55 ตัน (จากเดิมวันละ 367 ตัน) เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรเพิ่มขึ้น  ด้วยเหตุผลดังกล่าว อ.ส.ค. จึงมีผลประกอบการที่ขาดทุนมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง (เดือนตุลาคม 2567 – กันยายน 2568 มีการดำเนินงานที่ขาดทุนสะสม เป็นจำนวน 403 ล้านบาท) ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะได้บรรจุแผนการกู้ยืมเงินเบิกเกินบัญชีฯ วงเงิน 400 ล้านบาท ดังกล่าวไว้ในแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 แล้ว ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแผนการบริหารหนี้สาธารณะดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568

โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณพิจารณาแล้วเห็นชอบ/เห็นชอบในหลักการ โดยให้กระทรวงการคลัง เป็นผู้พิจารณาวิธีการกู้เงิน เงื่อนไข และรายละเอียดต่าง ๆ ของการกู้เงินและการค้ำประกันเงินกู้ได้ตามความเหมาะสมและจำเป็น ส่วนสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เห็นสมควรให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอได้ ภายหลังจากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้พิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหานมกล่องค้างสต๊อก เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและผู้ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมโคนมที่ชัดเจนแล้ว

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องนี้เป็นการดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด มิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปสามารถพิจารณาอนุมัติตามข้อเสนอของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ โดยมีความเห็นเพิ่มเติมว่าควรมอบหมาย ให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ อ.ส.ค. รับความเห็นของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ข้างต้นไปดำเนินการด้วย โดยอาจร่วมกับกระทรวงพาณิชย์หรือภาคเอกชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการตลาด (Marketing) และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาแนวทางการลดต้นทุนการผลิตน้ำนมภายในประเทศอย่างเป็นระบบ

โดยที่เรื่องนี้เป็นการดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง อ.ส.ค. พ.ศ. 2514 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 26 (2) ที่บัญญัติให้ อ.ส.ค. จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน จึงจะสามารถกู้ยืมเงินหรือค้ำประกันบุคคลภายนอกครั้งหนึ่งเกิน 20 ล้านบาท ได้ จึงเข้าลักษณะเป็นเรื่องที่เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 ประกอบกับวงเงินกู้ดังกล่าวได้บรรจุอยู่ในแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2569 ด้วยแล้ว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง