นางสาวสุมิตรา วัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ในขณะนี้ประเทศไทยยังคงประสบปัญหามลพิษทางอากาศ โดยสาเหตุสำคัญประการหนึ่งมาจากการเผาวัสดุทางการเกษตรและพื้นที่ป่าไม้ เพื่อเตรียมแปลงปลูกพืชในฤดูถัดไปและเป็นประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง กรมพัฒนาที่ดินจึงมีแนวทางเร่งส่งเสริมให้เกษตรกรลด ละ เลิก การเผาเศษวัสดุทางการเกษตร โดยเน้นการเฝ้าระวัง ติดตามและบริหารจัดการพื้นที่เสี่ยงต่อการเผาอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการส่งเสริมการไถกลบเศษวัสดุทางการเกษตรและการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการไม่เผา รวมถึงการนำเศษวัสดุทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด และใบอ้อย มาใช้ประโยชน์ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อลดแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 เพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ ลดต้นทุนการผลิต และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
โดยในปีนี้กรมพัฒนาที่ดิน กำหนดเป้าหมายดำเนินการไถกลบและผลิตปุ๋ยอินทรีย์ในพื้นที่ประมาณ 23,000 ไร่ ครอบคลุมพืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดและอ้อย ในพื้นที่เสี่ยงต่อการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรทั่วประเทศ เพื่อเป็นต้นแบบการแก้ไขปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สนับสนุนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างยั่งยืน
โดยใช้ข้อมูลจุดความร้อน(Hot Spot) ย้อนหลัง 3 ปี (พ.ศ. 2566 – 2568) ร่วมกับข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินด้านการเกษตร เพื่อวิเคราะห์และจัดลำดับพื้นที่เกษตรกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดการเผา โดยแบ่งเป็น 4 ระดับ ได้แก่ พื้นที่เปราะบางมาก พื้นที่เปราะบางปานกลาง พื้นที่เปราะบางน้อย และพื้นที่ไม่เปราะบาง ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านมา (พ.ศ. 2561- 2568) พบว่า สามารถดำเนินกิจกรรมไถกลบตอซังครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าว ข้าวโพดและอ้อย รวมทั้งสิ้น 406,635 ไร่ มีเศษวัสดุทางการเกษตร 472,256 ตัน ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้711,417 ตัน ลดสารก่อมลพิษ PM10 จำนวน 5,945 ตัน และ PM2.5 จำนวน 5,471 ตัน ซึ่งในปีนี้คาดว่า จะมีเศษวัสดุทางการเกษตร 5,213 ตัน จะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 7,897 ตัน ลด PM10 จำนวน 71 ตัน และ PM2.5 จำนวน 65 ตัน
อีกทั้งกรมพัฒนาที่ดิน จะมีการจัดงานรณรงค์ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม ในช่วงปลายเดือนมกราคมนี้ ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อส่งเสริมการไถกลบตอซังร่วมกับการใช้ พด.17 สารชีวภาพย่อยสลายตอซังพืช หรือน้ำหมักชีวภาพจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ควบคู่ไปกับการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากเศษวัสดุทางการเกษตรร่วมกับสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 ให้กับเกษตรกร ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มอินทรียวัตถุในดิน และเสริมสร้างความมั่นคงด้านการผลิตอาหารในระดับครัวเรือนและชุมชน ทั้งนี้ความสำเร็จในการลดการเผาและการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกรและประชาชน ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดการเผาและร่วมกันดูแลทรัพยากรดินและสิ่งแวดล้อมอย่างรับผิดชอบ








