“ดีอี” เปิดตัวแอปพลิเคชัน DE-FENCE ป้องกันการโทรหลอกลวง “ยุติธรรม” เร่งปราบอาชญากรรมทางไซเบอร์ อายัดบัญชีม้า

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ เป็นประธานงานแถลงข่าว “เปิดตัวแอปพลิเคชันป้องกันการโทรหลอกลวง” (DE-FENCE) ภายใต้โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง โดยสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ บูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด และบริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เปิดเผยว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลที่มีพันธกิจในการส่งเสริมและพัฒนาดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล และการปรับใช้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมถึงการสร้างความมั่นคงในโลกไซเบอร์ ได้เดินหน้าปราบปรามภัยออนไลน์อย่างเต็มกำลัง ซึ่งงานครั้งนี้เป็นการเปิดตัวแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง หรือ DE-FENCE ซึ่งเป็นเครื่องมือดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อสกัดกั้นและแจ้ง “กัน-ก่อน-ลวง” เตือนภัยจากมิจฉาชีพที่มีกลโกงรูปแบบต่างๆ เพื่อเป็นการป้องกันมิจฉาชีพที่ใช้การโทรและการส่ง SMS หลอกลวงประชาชน ควบคู่กับมาตรการลงทะเบียนผู้ให้บริการส่ง SMS ใหม่ทั้งระบบ ซึ่งต้องมีการลงทะเบียนทุกๆ ปี เพื่อให้สามารถระบุว่าผู้ให้บริการและผู้ส่ง SMS คือใคร รวมทั้งการลงทะเบียนการส่ง SMS แนบลิงก์ จะต้องระบุรายละเอียดของข้อความและลิงก์ เพื่อให้ผู้ให้บริการเครือข่ายตรวจสอบลิงก์ก่อนที่จะส่ง SMS ไปยังผู้ใช้บริการ

การทำงานหลักของแอปพลิเคชัน DE-FENCE “จุดเด่นของแอปพลิเคชันคือ สามารถแชร์ฐานข้อมูลของหมายเลขโทรศัพท์ระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในภาครัฐและเอกชนที่ลงทะเบียนไว้เข้าระบบเป็นเบอร์ที่ลงทะเบียน รวมถึงการแชร์ข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ของมิจฉาชีพกับทางฐานข้อมูลของ AOC ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ สายด่วน 1441 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อใช้ในการเตือนประชาชนให้ทราบข้อมูลของผู้โทรเข้าว่าเป็นเบอร์ลงทะเบียนหรือเบอร์มิจฉาชีพหรือไม่ ก่อนรับสายหรืออ่านข้อความ SMS ทั้งนี้ ยังสามารถลิงก์ไปยังระบบแจ้งความออนไลน์ที่ถูกต้อง โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเจอเว็บไซต์ปลอมและยังสามารถโทรศัพท์ขอคำปรึกษา หรือแจ้งอายัดบัญชีคนร้ายผ่าน AOC ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ สายด่วน 1441 ได้ทันที เพื่อส่งข้อมูลให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกด้วย สำหรับแอปพลิเคชัน DE-FENCE มีหลักการในการแบ่งสายโทรเข้า และ SMS ที่ได้รับ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ

1. Blacklist หรือ อันตราย คือ หมายเลขโทรศัพท์ที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดการหลอกลวงหรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยข้อมูลดังกล่าวผ่านการตรวจสอบและรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center : AOC) หรือศูนย์ AOC สายด่วน 1441 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ระบบของแอปพลิเคชัน DE-FENCE จะแจ้งเตือนผู้ใช้งานทันทีเมื่อมีสายโทรเข้าหรือข้อความ (SMS) จากหมายเลขในกลุ่ม Blacklist (อันตราย) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นทั้งด้านทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคล

2. Greylist หรือ ระวังต้องสงสัย คือ หมายเลขโทรศัพท์ที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายน่าสงสัย หรือมีความเสี่ยงต่อการหลอกลวง แต่ยังไม่ผ่านการยืนยันว่าเป็นอาชญากรรมโดยตรง เช่น การติดต่อจากหมายเลขแปลกหรือไม่คุ้นเคย การติดต่อจากต่างประเทศ หรือผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หมายเลขที่ประชาชนมีการแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนจำนวนมาก แอปพลิเคชัน DE-FENCE จะทำหน้าที่แจ้งเตือนระดับความเสี่ยงให้ผู้ใช้งานทราบ พร้อมแสดงสถานะ “ระวังต้องสงสัย” เพื่อให้ผู้ใช้งานใช้วิจารณญาณในการรับสายหรืออ่านข้อความ หลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลส่วนตัวและการกดลิงก์จากทาง SMS

3. Whitelist หรือ ลงทะเบียน คือ หมายเลขโทรศัพท์ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าเป็นหมายเลข ของหน่วยงานรัฐหรือเป็นหมายเลขที่ผู้ใช้งานได้ลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตนเป็นหมายเลขที่มีความน่าเชื่อถือ หมายเลขในกลุ่ม Whitelist (ลงทะเบียน) โดยจะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถแยกแยะการติดต่อที่ปลอดภัยออกจากหมายเลขต้องสงสัยได้อย่างชัดเจน เพื่อลดความสับสน และเพิ่มความมั่นใจในการรับสายหรือข้อความเข้า

ปัจจุบันแอปพลิเคชัน DE-FENCE เปิดให้บริการแล้ว โดยประชาชนสามารถดาวน์โหลดได้ฟรี ทั้งระบบปฏิบัติการ Android ผ่าน Google Play และระบบปฏิบัติการ iOS ผ่าน App Store โดยแอปพลิเคชัน DE-FENCE เป็นแอปที่ใช้งานได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย เนื่องจากเป็นแอปพลิเคชันเพื่อประชาชนโดยตรง อีกทั้งยังไม่มีโฆษณาภายในแอปพลิเคชัน นับเป็นการร่วมมือของภาครัฐและเอกชน ในการพัฒนาเครื่องมือที่มุ่งหวังสกัดกั้นมิจฉาชีพไซเบอร์ให้ลดลง “กัน-ก่อน-ลวง” ไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพทางไซเบอร์ และยังสามารถช่วยลดสถิติอาชญากรรมทางไซเบอร์ จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน DE-FENCE มาใช้กันทุกคน

สามารถดาวน์โหลดแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง DE-FENCE ได้ที่ ระบบ iOS : https://apps.apple.com/th/app/de-fence/id6741673813 และ ระบบ Android : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.mdes.defence.de_fence

ด้าน กระทรวงยุติธรรม เดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ โดย พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดโครงการวิจัย “การบูรณาการความร่วมมือเพื่อการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ กรณีการอายัดและการระงับบัญชีต้องสงสัย (บัญชีม้า)” จัดโดยโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ประเทศไทยกับยุทธศาสตร์การสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล : บทบาทของกระทรวงยุติธรรมกับการบูรณาการแก้ไขปัญหาบัญชีต้องสงสัย (บัญชีม้า) อย่างยั่งยืน” และมอบโล่ขอบคุณหน่วยงานภาคีที่ให้ความร่วมมือในการวิจัยและการนำไปใช้

พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ กล่าวปาฐกถาพิเศษระบุว่า ขอขอบคุณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ที่สนับสนุนทุนวิจัยเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันศึกษา และพัฒนาแนวทางในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ จนทำให้ปรากฏผลการวิจัยและได้มีการจัดกิจกรรมเผยแพร่ผลการวิจัยในครั้งนี้ นับเป็นมิติใหม่ของความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นปัญหาสำคัญ และส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ระบบเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ช่องทางหลักในการเข้าถึงเหยื่อ ได้แก่ สื่อออนไลน์และโทรศัพท์ โดยมีบัญชีต้องสงสัยหรือบัญชีม้าเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระทำความผิด โดยใช้เป็นเครื่องมือ รับ – พัก – กระจายเงิน ที่ได้จากการกระทำผิด สำหรับรูปแบบการกระทำผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในช่วง 3 เดือน (ตุลาคม – ธันวาคม 2568) จากข้อมูลของกองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) สรุป 3 ลำดับแรก ดังนี้

1. หลอกลวงซื้อสินค้าหรือบริการ 53,657 คดี

2. หลอกลวงให้โอนเงินรับรางวัล 15,650 คดี

3. หลอกลวงโอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ 7,155 คดี

กระทรวงยุติธรรม ได้รับมอบหมายจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตามคำสั่งที่แต่งตั้งให้เป็นประธานคณะอนุกรรมการปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีหน่วยงานร่วมปฏิบัติหลายหน่วย เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นต้น

ในการปราบปรามและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้กำชับทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญโดยเน้นการปราบปรามสแกมเมอร์และการพนันออนไลน์อย่างเด็ดขาด โดยบูรณาการทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง สำหรับแนวทางแก้ไข เห็นควรให้

1. ยกระดับความรับผิดชอบร่วมกันระหว่าง รัฐ – เอกชน – สถาบันการเงิน

2. เพิ่มประสิทธิภาพในการระงับหรืออายัดบัญชีให้รวดเร็ว

3. มีช่องทางในการตรวจสอบบัญชีต้องสงสัยสำหรับประชาชนเข้าถึงได้โดยสะดวก รวดเร็ว เชื่อถือได้

4. มีระบบการแจ้งเตือนประชาสัมพันธ์ให้แก่ประชาชน ป้องกันการเปิดบัญชีของกลุ่มเสี่ยง

5. มีระบบ AI คัดกรองตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติของบัญชี

การจัดโครงการในครั้งนี้จะเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัย เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองของทุกหน่วย เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนากลไกแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และขอให้บูรณาการปฏิบัติร่วมกันอย่างต่อเนื่อง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง