นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุเครนก่อสร้างถล่มลงมาจากการก่อสร้างทางหลวงพิเศษยกระดับ (มอเตอร์เวย์ M82) ตอน 7 บริเวณถนนพระราม 2 ขาออก จังหวัดสมุทรสาคร เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต 2 ราย เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่
นายกรัฐมนตรี ได้รับฟังรายงานจากผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมการชี้แจงความคืบหน้าของคดี ในเรื่องทางเทคนิค กรมทางหลวงกำลังตั้งคณะกรรมการสอบสวนสาเหตุเบื้องต้น ขณะนี้ยังเข้าไปในจุดเกิดเหตุไม่ได้ เพราะมีเศษซากกีดขวาง สิ่งที่ต้องทำคือถอดชิ้นส่วนต่างๆ ไปตรวจสอบ จากการลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุเบื้องต้น พบว่า เกิดจากเครนยกคอนกรีตหรือ Launching Truss เกิดปัญหา ไม่ได้เกิดจากโครงสร้างคอนกรีต ซึ่งที่ถล่มลงมาเป็นตัวโครงเหล็ก ไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบกับโครงสร้างหลักของการใช้งานแต่อย่างใด โดยสถานการณ์ขณะนี้ เจ้าหน้าที่สามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตได้ทั้ง 2 รายแล้ว ต่อจากนี้จะได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงภายใน 7 วัน และเข้ากู้ชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อทำการตรวจสอบสาเหตุโดยละเอียดต่อไป
รัฐบาลคำนึงถึงอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จึงกำลังดำเนินคดีทางปกครองอย่างเร่งด่วนต่อผู้รับเหมารายนี้ โดยขณะนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ใช้อำนาจทางปกครองดำเนินการบอกเลิกสัญญาด้วยสาเหตุจากการก่อสร้างเป็นอันตรายต่อประชาชน ซึ่งแตกต่างจากการยกเลิกสัญญาที่มีสาเหตุจากผู้รับเหมาดำเนินการผิดต่อสัญญาที่กำหนดไว้ ส่วนรายละเอียดรัฐบาลจะดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด ส่วนเรื่องการขึ้นบัญชีดำ เป็นขั้นตอนที่ต่อเนื่องไป เมื่อบอกเลิกสัญญาหรือยกเลิกสัญญา หรือการกระทำใดๆ ที่อยู่นอกเหนือสัญญา เจ้าของงานจะดำเนินการบอกเลิก เมื่อบอกเลิกสัญญาก็จะเข้ากรณีทิ้งงาน และถูกขึ้นบัญชีดำ
ขอเน้นย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการคัดเลือกผู้รับเหมาอย่างจริงจังมาโดยตลอด เพราะการก่อสร้างโปรเจคขนาดใหญ่นี้รัฐไม่ได้ดำเนินการก่อสร้างเอง แต่เป็นการจัดหาภาคเอกชนมาดำเนินการแทนซึ่งเอกชนก็จะมีการคัดเลือกผู้ก่อสร้างแต่ละช่วงเอง สิ่งเหล่านี้คือรายละเอียดที่เราต้องตั้งคณะกรรมการมาตรวจสอบซึ่งแน่นอนว่าต้องพบความผิดพลาดในกระบวนการก่อสร้างแน่นอน และต้องไปดำเนินคดี หรือใช้สิทธิ์ในการเรียกค่าเสียหายตรงนั้น แต่ในขณะนี้ รัฐบาลไม่ได้บอกว่ากรมทางหลวงผิดสัญญาข้อไหน แต่เป็นภัยต่อสาธารณชน มีความเป็นอันตราย เกิดขึ้นแล้ว และเป็นเหตุที่เกิดขึ้นซ้ำซาก เกิดความสูญเสีย 4 ครั้งภายในระยะเวลา 10 เดือน ถือเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง นี่คืออำนาจในทางปกครอง รัฐบาลมีสิทธิ์ที่จะให้แนวทางและอย่านำนโยบายมาผูกกับสัญญา ซึ่งบริษัทคู่กรณียังสามารถใช้สิทธิ์ในการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมได้ แต่รัฐบาลไม่ให้ทำแล้ว ในโครงการที่เกิดเหตุขึ้นนี้ แต่จะบอกว่า 14 โครงการที่ทำโดยบริษัทนี้และมีลักษณะงานประเภทนี้ต้องหยุด ต้องตรวจสอบ แต่ตรงนี้สาเหตุชัดเจนแล้ว ทุกอย่างมาจากโครงสร้าง ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) รถไฟความเร็วสูงที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เป็นเรื่องความเสียหายลักษณะเดียวกันหมด นี่คือเหตุที่รัฐบาลบอกว่าพอแล้วสำหรับโครงการที่ทำแล้วต่ำกว่ามาตรฐาน ส่วนบริษัทคู่กรณีจะไปร้องศาลปกครองสามารถใช้สิทธิ์ดำเนินการได้ โดยมองว่ายิ่งเป็นเรื่องดี เพราะยิ่งสอบไปเรื่อย ๆ ยิ่งเห็นความผิดพลาด ซึ่งจะมีหน่วยงานอิสระ หน่วยงานทางเทคนิค เข้าร่วมในการตรวจสอบด้วย เพื่อหาข้อเท็จจริงให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ในเรื่องของการเยียวยา รัฐบาลจะให้การดูแลผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่โดยเร็ว ช่วงเวลานี้จะต้องไม่เป็นการซ้ำเติมใคร แต่เราต้องมีหน้าที่ช่วยกันทำให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด ดำเนินตามมาตรการทางปกครองต่อผู้กระทำผิดอย่างเร่งด่วน และดูแลเยียวยาทั้งกายและใจแก่ผู้ที่สูญเสีย สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในการใช้เส้นทางสัญจรอีกครั้ง
ทางด้าน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ประชุมติดตามความคืบหน้ามาตรการความปลอดภัยด้านคมนาคม ภายหลังนายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการให้กระทรวงคมนาคมยกเลิกสัญญาจ้างบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 2 โครงการ จากเหตุเครนถล่มซ้ำซาก พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมาย และพิจารณาขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมา โดยสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาข้อกฎหมายและใช้อำนาจทางปกครองอย่างเคร่งครัดในกรณีผู้รับจ้างประมาทเลินเล่อร้ายแรงซ้ำซาก และให้หน่วยงานเจ้าของโครงการแจ้งกรมบัญชีกลางเพื่อพิจารณาเลิกสัญญา ขึ้นบัญชีดำ หรือตัดสิทธิ์ผู้รับจ้าง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นความปลอดภัยแก่ประชาชน
นายพิพัฒน์ ย้ำว่า กระทรวงคมนาคมต้องดำเนินการ “ครบวงจร” ทั้งตรวจสอบข้อเท็จจริง ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยระยะยาว บังคับใช้มาตรการกับผู้รับจ้างให้เกิดผลจริง โดยที่ประชุมรับทราบการจัดตั้งคณะกรรมการสำคัญเพื่อขับเคลื่อนงานอย่างเป็นระบบ ดังนี้
1) คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของโครงการก่อสร้าง เพื่อเร่งตรวจสอบสาเหตุ ข้อเท็จจริง ผู้รับผิดชอบ และกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ
2) คณะกรรมการติดตามยกระดับมาตรการความปลอดภัยระหว่างการก่อสร้าง และมาตรฐานการให้บริการขนส่งสาธารณะ ทำหน้าที่เป็นกลไกกำกับมาตรฐานความปลอดภัยทั้งระบบ ครอบคลุมทั้งช่วงก่อสร้างและช่วงเปิดให้บริการ เพื่อร่วมกำกับมาตรฐานและข้อเสนอเชิงเทคนิคอย่างใกล้ชิด โดยมีหน้าที่ตรวจสอบมาตรการความปลอดภัยที่ใช้อยู่ในปัจจุบันทุกมิติ เสนอแนวทางยกระดับมาตรฐานสู่ความปลอดภัยสูงสุด และจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการขับเคลื่อน พร้อมรายงานผลต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นระยะ
3) คณะกรรมการติดตาม เร่งรัดการใช้กฎกระทรวงขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ (ฉบับที่ 2) และสมุดพกผู้รับจ้างให้ใช้ได้จริงในการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อเร่งรัดการดำเนินมาตรการจัดชั้นผู้รับเหมาและระบบสมุดพกตัดคะแนนให้สามารถนำมาใช้บังคับได้โดยเร็ว เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติในการประเมินและคัดกรองผู้รับเหมา โดยมีหน้าที่สำคัญ ได้แก่ ทำความเข้าใจกฎกระทรวงและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ติดตาม ประเมินผล ให้ข้อเสนอแนะ เพื่อให้มาตรการใช้ได้จริง เรียกข้อมูลเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรายงานผลต่อรัฐมนตรีทุกเดือน จนกว่าจะจัดทำแนวทางปฏิบัติของกระทรวงแล้วเสร็จ
นายพิพัฒน์ ย้ำว่า ต้องทำให้ประชาชนปลอดภัยและมั่นใจมากที่สุด โดยกระทรวงคมนาคมจะเดินหน้าให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมใน 3 มิติพร้อมกัน ได้แก่
1. สอบสวนข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วนตามกรอบข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี โดยต้องระบุผู้รับผิดชอบในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
2. ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยระยะยาว ทั้งงานก่อสร้างและการให้บริการขนส่งสาธารณะ
3. เร่งมาตรการกำกับผู้รับจ้าง ผ่านระบบขึ้นทะเบียน จัดระดับชั้นผู้รับเหมา สมุดพก และบทลงโทษ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ และสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน
พร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้หน่วยงานเจ้าของโครงการ เร่งสรุปมาตรการช่วยเหลือ เยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด
ทั้งนี้กระทรวงคมนาคมได้ประสานผู้รับจ้าง ให้หยุดการก่อสร้างโครงการของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 14 สัญญา เป็นเวลา 15 วัน เพื่อให้ทีมผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบมาตรฐานด้านความปลอดภัยอย่างละเอียด สั่งการให้โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของทุกบริษัทในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม หยุดการก่อสร้างไม่เกิน 15 วัน เพื่อเข้าตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยเช่นเดียวกัน และให้รายงานผลการตรวจสอบต่อกระทรวงคมนาคม เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้องต่อไป
นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า กรมทางหลวงตั้งเป้าหมายให้การรื้อย้ายสิ่งกีดขวาง รวมถึงการตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างให้แล้วเสร็จภายในไม่เกิน 14 วัน เพื่อเร่งคืนผิวจราจรช่องทางหลักทั้งขาเข้า และขาออกให้ประชาชนสามารถสัญจรได้ตามปกติโดยเร็ว โดยระหว่างดำเนินการได้ประสานตำรวจทางหลวงและหน่วยงานท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการจราจรและบรรเทาผลกระทบของผู้ใช้เส้นทางบนถนนพระราม 2 ควบคู่กับการกำชับให้ตรวจสอบความปลอดภัยของเครื่องจักรและโครงสร้างในทุกจุดของโครงการอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำซ้อน นอกจากนี้ได้มีคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีอุบัติเหตุดังกล่าว โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโครงสร้าง ผู้แทนจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และผู้แทนจากสภาวิศวกร ร่วมเป็นคณะกรรมการ เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง วิเคราะห์สาเหตุของการเกิดเหตุอย่างรอบด้าน และรายงานผลการตรวจสอบให้ทราบภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลการเดินทางหรือแจ้งเหตุ ได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง) โดยกรมทางหลวงจะรายงานความคืบหน้าให้ทราบอย่างต่อเนื่อง
ส่วนการเยียวยาเหตุเครนก่อสร้างหล่นทับขบวนรถไฟ ที่จังหวัดนครราชสีมา นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่ง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรณีผู้เสียชีวิต รฟท. และบริษัทผู้รับจ้าง จะมอบเงินเยียวยา จำนวน 1,340,000 บาทต่อราย ส่วนกรณีผู้ได้รับบาดเจ็บ รฟท. จะรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลจนกว่าอาการจะหาย และหากมีความเสียหายอื่น ๆ หรือทรัพย์สินสูญหาย ให้ผู้ได้รับผลกระทบยื่นเรื่องต่อ รฟท. เพื่อพิจารณาชดใช้ค่าเสียหายเป็นรายกรณีต่อไป พร้อมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะเดียวกันอีกในอนาคต ควบคู่กับการมอบหมายให้คณะกรรมการกลางพิจารณาเหตุอันตรายของ รฟท. ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงไปพร้อมกัน








