นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงภายหลังการหารือแนวทางการวางยุทธศาสตร์การทูตเศรษฐกิจ ร่วมกับผู้แทนภาคเอกชนจาก 3 สถาบันหลัก ได้แก่ หอการค้าไทย
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย โดยนายสีหศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศ
มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย มีการเริ่มจัดทำนโยบายการทูตเศรษฐกิจ ซึ่งต้องทำงานร่วมกับภาครัฐ กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่สำคัญต้องทำงานร่วมกับภาคเอกชนจะได้มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะทำอะไรบ้าง ทั้งนี้ในภาพรวมแบ่งเป็น
1. กระทรวงการต่างประเทศ ต้องมีบทบาทในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทย เพราะหากไม่มีความเชื่อมั่นเรื่องการค้า การลงทุนก็จะมีข้อจำกัด
2. ในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจที่ต้องใช้นวัตกรรม กระทรวงการต่างประเทศต้องมีส่วนในการนำการลงทุน เทคโนโลยีเหล่านี้มาที่ประเทศไทย
3. ในยุคที่เราเห็นว่ากติกาการค้าสั่นครอน ในบางประเทศที่เป็นมหาอำนาจมีการใช้ภาษีเป็นเครื่องมือ ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องการค้าแต่เพียงอย่างเดียว เพราะฉะนั้นไทยจะต้องหาพันธมิตรที่จะช่วยกันรักษากติการะหว่างประเทศ และหาพันธมิตรที่เป็นตลาดใหม่ โดยแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ตลาดหลัก ตลาดที่มีศักยภาพ เช่น กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และเอเชียกลาง ซึ่งเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการขยายตัวต่อตัวเลขทางเศรษฐกิจ และตลาดใหม่ เช่น แอฟริกา และลาตินอเมริกา
โดยกระทรวงการต่างประเทศจะดำเนินการทูตเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เน้นการทำงานเป็นทีมไทยแลนด์
ทั้งภาครัฐและเอกชน ถือเป็นการ Kick Off การทูตเศรษฐกิจ และ Kick Off การทำงานร่วมกับภาคเอกชน
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และเป็นประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่า การทูตในปัจจุบันนี้ของทั่วโลกไม่ใช่แค่เรื่องการทูตเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งการทูตยุคปัจจุบันเน้นเรื่องการค้าขายเป็นหลัก ทุกประเทศที่มีสถานทูตอยู่มีการทำงานร่วมกันอยู่แล้ว ระหว่างทูตพาณิชย์ ทูตเกษตร และในการหารือครั้งนี้เป็นนโยบายของรัฐ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเห็นด้วยว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะปัจจุบันการค้าไม่สามารถเดินได้เพียงกระทรวงพาณิชย์อย่างเดียว เพราะมีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับผลประโยชน์ของประเทศ ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต้องไปด้วยกันกับการค้า สำหรับเรื่องตลาดต่างประเทศ ตลาดหลักยังคงค้าขายได้อยู่ ส่วนเรื่องภาษีต้องพูดคุยกันในรายละเอียดซึ่งจากทิศทางขณะนี้ไม่ถือว่าเลวร้ายเท่าไหร่ ตลาดยุโรป หากการเจรจาการค้าเสรี (FTA) ดำเนินได้ด้วยดีจะสามารถดำเนินการขยายตลาดได้เพิ่มขึ้น สำหรับญี่ปุ่นจะต้องไปพูดคุยกันเรื่องการปรับปรุงความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (Japan-Thailand Economic Partnership Agreement : JTEPA) เพื่อลดการเสียเปรียบคู่แข่งในอาเซียน อีกทั้งการค้าชายแดนขณะนี้จะต้องขยายไปสู่ตลาดเมียนมาร์มากขึ้น ซึ่งมีประชากรประมาณ 50 – 60 ล้านคน และตลาดใหม่ที่น่าสนใจ คือ ตลาดตะวันออกกลาง อเมริกาใต้ แอฟริกา
นางอุรษา มงคลนาวิน อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา กล่าวว่า ในเรื่องของ Thailand Africa Initiative หรือ TAI ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทูตเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 กระทรวงการต่างประเทศได้จัดงาน The Relaunching of the Thailand – Africa Initiative (TAI) โดยได้ประกาศย้ำนโยบายต่อคณะทูตแอฟริกาทั้งที่มีถิ่นพำนักในไทยและในต่างประเทศ ตลอดจนผู้แทนระดับสูงของประเทศแอฟริกา และภาคธุรกิจไทยในแอฟริกา ซึ่งได้มาร่วมงานอย่างคับคั่ง โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไนจีเรีย เข้าร่วมงานในฐานะแขกเกียรติยศในการประกาศย้ำข้อเสนอ TAI ในครั้งนี้ด้วย ทางกระทรวงการต่างประเทศได้ปรับแนวทางให้สอดคล้องกับบริบทของสถานการณ์โลก และสิ่งท้าทายต่างๆ โดยสรุปแล้ว TAI จะมุ่งเดินหน้าเสริมสร้างความร่วมมือกับภูมิภาคในแอฟริกา เป็น 4 สาขา คือ 1. ความร่วมมือด้านการเมือง ซึ่งเป็นการมุ่งกระชับความสัมพันธ์กับประเทศในแอฟริกาผ่านการแลกเปลี่ยนระดับสูง และเพิ่มการมีปฏิสัมพันธ์กับองค์กรระดับภูมิภาค และอนุภูมิภาคของแอฟริกา เช่น สหภาพแอฟริกา (African Union – AU) 2. ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ มีเป้าหมายที่จะเพิ่มพูนการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับแอฟริกา และส่งเสริมการค้าในระดับภูมิภาค เช่น ความตกลง FTA กับประเทศหลักๆ ในแอฟริกา 3) ความร่วมมือด้านการพัฒนา จะมุ่งส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนของแอฟริกาผ่านองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีของไทย เป็นลักษณะของการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ต้องเป็นไปตามความต้องการของแอฟริกา ผ่านโครงการเพื่อการพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 4. ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ เป็นการมุ่งสนับสนุนระหว่างไทย และแอฟริกา ในประเด็นระหว่างประเทศที่มีความสนใจร่วมกัน และมีบทบาทสร้างสรรค์ร่วมกันในการจัดการกับระเบียบโลกใหม่ เช่น การส่งเสริมหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และการแก้ไขปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ เป็นต้น
ในการขับเคลื่อน TAI ได้จัดทำแผนปฏิบัติการ The Action Plan สำหรับปี 2569 ประกอบด้วย ประเทศกว่า 54 ประเทศ อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและแหล่งวัตถุดิบ เป็นตลาดส่งออกสินค้าขนาดใหญ่ที่มีประชากรรวมกันกว่า 1,500 ล้านคน จึงแบ่งกลุ่มประเทศเป้าหมายในแอฟริกาออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มที่ 1 กลุ่มประเทศตลาดหลักสำคัญของไทยทั้งด้านการค้าและการลงทุน เช่น แอฟริกาใต้ ไนจีเรีย โดยในประเทศกลุ่มนี้ จะมุ่งเน้นกระชับความสัมพันธ์ สร้างเครือข่ายระดับผู้นำ เพื่อรักษาตลาดเดิมเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างกัน ในด้านการค้าและการลงทุนใหม่ ๆ และในปี 2569 นี้ กระทรวงการต่างประเทศมีแผนที่จะผลักดันให้มีเยือนประเทศในกลุ่มนี้ในระดับสูง อย่างน้อย 2 ครั้ง และผลักดันการเจรจาเขตการค้าเสรีไทยกับสหภาพศุลกากรแอฟริกาใต้ ซึ่งมีมูลค่าการค้าไทยกว่าร้อยละ 30 ของมูลค่าการค้าที่ไทยมีอยู่ทั้งหมด กับ ภูมิภาคแอฟริกา และมีแผนจัดงานเทศกาลไทยในแอฟริกาใต้ เพื่อส่งเสริมให้ไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวแหล่งจับจ่ายใช้สอย และเข้ามารับการรักษาพยาบาลของชาวแอฟริกัน
กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มประเทศตลาดใหม่ (Emerging Markets) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพที่จะขยายความร่วมมือระหว่างกัน ในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ เช่น ประเทศโมซัมบิก กาน่า โกตดิวัวร์ ซึ่งระหว่างวันที่ 12-18 มกราคม 2569 กระทรวงการต่างประเทศอยู่ระหว่างการนำคณะผู้แทนหน่วยงานไทยและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องไปสำรวจเส้นทางกระจายสินค้าของไทยที่ประเทศโมซัมบิกและประเทศข้างเคียง ที่ไม่มีทางออกทางทะเล และใช้บริการท่าเรือของโมซัมบิก และในเดือนมีนาคม 2569 กระทรวงการต่างประเทศ มีแผนจะนำผู้แทนเอกชนไทย เดินทางไปขยายตลาดการค้าที่กาน่า และโกตดิวัวร์
กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มประเทศที่ต้องการฟื้นฟู บูรณะประเทศ และเป็นประเทศที่มีความนิยมและทัศนคติที่ดีต่อประเทศไทยเป็นทุนเดิม ได้แก่ ซูดาน โซมาเลีย ซึ่งประเทศกลุ่มนี้มีทั้งที่กำลังเผชิญ หรือเพิ่งผ่านพ้นภาวะสงครามกลางเมือง และต้องการฟื้นฟูประเทศขนานใหญ่ กลุ่มประเทศเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากต่างประเทศ จึงเป็นโอกาสดีที่เอกชนไทย จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการ และรับสัมปทานโครงการก่อสร้าง พัฒนาเมือง และระบบสาธารณูปโภคต่างๆ
ที่สำคัญยุทธศาสตร์นโยบายไทยต่อแอฟริกา หรือ TAI เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการทูตเศรษฐกิจของกระทรวงการต่างประเทศ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน เพื่อที่จะเดินหน้าขับเคลื่อนไปด้วยกัน โดยในส่วนของภาครัฐ กระทรวงการต่างประเทศได้พยายามลดอุปสรรค และความเสี่ยงของภาคเอกชน ส่งเสริมบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการทำการค้า และการลงทุนระหว่างกัน
นางรุจิกร แสงจันทร์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กล่าวว่า นโยบาย หรือ ยุทธศาสตร์การทูตเศรษฐกิจ แบ่งออกเป็น 3 เป้าหมาย และ 5 ภารกิจ ได้แก่
1. Confidence การสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดกับประเทศไทยในสายตาของโลก
2. Competitiveness การส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
3. Collaboration and Partnership เป็นเรื่องความร่วมมือและการหาพันธมิตรหุ้นส่วนของประเทศไทย
สำหรับ 5 ภารกิจ ได้แก่
1. นโยบายการทูตเศรษฐกิจที่จะให้ความสำคัญ คือ การร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์ด้านการทูตเศรษฐกิจ ภายใต้ภาวะของภูมิรัฐศาสตร์ และสถานการณ์ของโลกที่ไม่สามารถที่จะคาดเดาได้ และมีความผันผวนทางนโยบาย
การทูตเศรษฐกิจ ในส่วนของมุมมองด้านยุทธศาสตร์ ช่วยยกระดับความสามารถในเรื่องของการทูตวิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม
2. การสร้างเครือข่ายระดับสูงกับต่างประเทศ โดยไทยมีสถานทูต สถานกงสุลใหญ่ทั่วโลก ซึ่งจะเป็นหน่วยงานที่สามารถเข้าถึงผู้กำหนดนโยบาย หรือผู้ตัดสินใจในระดับสูงของต่างประเทศ เป็นองคาพยพที่สำคัญในการช่วยขับเคลื่อนนโยบายการทูตเศรษฐกิจต่อไป
3. การรักษาตลาดเดิม และการช่วยเพิ่มตลาดใหม่ สำหรับด้านความเสี่ยงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เราจำเป็นต้องหาตลาดใหม่ หรือสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ
4. การเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค และกลุ่มประเทศต่าง ๆ ซึ่งจะใช้กรอบความร่วมมือที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เช่น กรอบแม่โขง หรือ กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Sub-region: GMS) ในการเชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับเศรษฐกิจโลก โดยประเทศไทยต้องการที่จะยกระดับให้ตัวเองเป็นผู้ที่ช่วยกำหนดกติกาโลก
5. การทำงานในลักษณะของ Team Thailand ทำงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงต่าง ๆ และภาคเอกชน








