นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมแถลงผลการปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 18 มกราคม 2569 ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด โดยนายกรัฐมนตรี รับฟังผลปฏิบัติการในแต่ละคดีสำคัญ เช่น ปฏิบัติการปิดเกม ขบวนการยาเสพติดข้ามชาติจากการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญระดับสั่งการของเครือข่ายยาเสพติดระหว่างประเทศชาวไต้หวัน จับกุมเครือข่าย “นักบินปราจีนบุรี” กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 2 จับกุมคดียาเสพติด ของกลางยาบ้า 1,800,000 เม็ด พร้อมตรวจดูของกลางที่ได้จากการจับกุม รวมทั้งชมการสาธิตวิธีการซุกซ่อนยาเสพติดในพรมและอุปกรณ์ต้องสงสัยต่าง ๆ
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นับจากการแถลงข่าวครั้งที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ติดตาม ขยายผล และเดินหน้าปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดรายสำคัญอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จนปรากฏผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนอีกครั้ง ผลการปฏิบัติการระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 18 มกราคม 2569 เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมคดีสำคัญได้มากถึง 89,076 เครือข่าย จับกุมผู้ต้องหา 88,421 ราย พร้อมตรวจยึดของกลางยาเสพติดจำนวนมาก เป็นยาบ้ากว่า 330 ล้านเม็ด ไอซ์ 1,100 กิโลกรัม เคตามีน 1,960 กิโลกรัม เฮโรอีน 269 กิโลกรัม และยาอี 207,924 เม็ด นอกจากนี้ ยังได้ยึดทรัพย์สินของเครือข่ายยาเสพติดไว้ตรวจสอบ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 3,396 ล้านบาท ผลการปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นเครื่องยืนยันอย่างชัดเจนถึงความมุ่งมั่น ตั้งใจ และความทุ่มเทของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงทุกหน่วยงานที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันทำงานอย่างบูรณาการเพื่อต่อสู้กับผู้ผลิตและผู้ค้ายาเสพติดอย่างจริงจังต่อเนื่อง และไม่เลือกปฏิบัติ ตามนโยบายของรัฐบาล และขอยืนยันว่า พร้อมให้การสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ ทั้งในด้านนโยบาย กำลัง และทรัพยากร รวมถึงการปกป้อง คุ้มครอง และดูแลเจ้าหน้าที่
ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า แม้ผู้กระทำผิดจะพยายามดัดแปลงวิธีการลักลอบลำเลียงยาเสพติด แต่เจ้าหน้าที่จากทุกหน่วยงาน อาทิ กองทัพ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมมือกันบูรณาการการทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันอย่างเต็มที่สมบูรณ์แบบมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลได้อนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวนเงิน 846 ล้านบาท ให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการ “รถตรวจสอบยานพาหนะด้วยระบบเอกซเรย์ แบบส่องผ่านและแบบสะท้อนกลับ (Z-Backscatter & Transmission Vehicle)” จำนวน 3 คัน
จากการบูรณาการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงาน ต้องขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ทุกนาย ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ อดทน ทุ่มเท อย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยและอันตราย ขอยืนยันว่ารัฐบาลจะให้การสนับสนุน ภารกิจของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามยาเสพติดและการปราบปรามการกระทำที่ผิดกฎหมายทุกชนิดอย่างเต็มที่
ขณะที่การปราบปรามอาชญากรรมทางออนไลน์นั้นยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ เปิดเผยถึงผลการดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่มิจฉาชีพใช้ในการก่ออาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะเว็บไซต์พนันออนไลน์
นายเวทางค์ กล่าวว่า ในระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 11 มกราคม 2569 กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมายแล้วจำนวน 220,486 รายการ เฉพาะเดือนธันวาคม 2568 เดือนเดียวสามารถปิดกั้น URLs ผิดกฎหมายได้มากถึง 116,397 รายการ สำหรับประเภทของการปิดกั้นในระยะเวลากว่า 3 เดือน พบว่า URLs ที่เกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ มีการปิดกั้นมากที่สุดเป็นจำนวน 183,977 รายการ รองลงมาคือ URLs ที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 14,618 รายการ โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จำนวน 10,139 รายการ ซื้อ-ขายกัญชา จำนวน 2,943 รายการ ค้าประเวณี จำนวน 2,040 รายการ อาวุธปืน จำนวน 1,990 รายการ และอื่นๆ (บิดเบือน หลอกลวง หมิ่นสถาบัน hate speech อนาจาร) จำนวน 4,779 รายการ
กระทรวงดีอี ได้ติดตาม ตรวจสอบ เฝ้าระวังการก่ออาชญากรรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง จากการใช้แพลตฟอร์ม “WebD” เข้ามาช่วยเร่งรัดกระบวนการระงับเว็บไซต์ผิดกฎหมาย โดยใช้เทคโนโลยี AI และ Robotic Process Automation (RPA) ในการค้นหา เก็บหลักฐาน สร้างคำร้องต่อศาลแบบ Paperless และส่งคำสั่งไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) โดยอัตโนมัติ พร้อมระบบ “URLs Checker” ตรวจสอบการปิดกั้นอย่างต่อเนื่องจนทำให้สามารถดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ เว็บไซต์ และ URLs ผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ได้กว่า 183,000 รายการ








