กองผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตนมตีฟอง หนุนการใช้น้ำนมโคดิบภายในประเทศ

กองผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ ลงพื้นที่จัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตนมพาสเจอร์ไรส์และผงเฟรปเป้นมไทยสำหรับการชงกาแฟ ณ สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค อ่าวน้อย จำกัด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำนมโคดิบภายในประเทศ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่น้ำนมโคดิบของสหกรณ์โคนมอย่างเป็นรูปธรรม

กิจกรรมดังกล่าวมุ่งถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต นมพาสเจอร์ไรส์สำหรับร้านกาแฟ (Thai Barista Milk) และผงเฟรปเป้นมไทย (Thai Milk Frappe Powder) ซึ่งได้รับการพัฒนาให้เหมาะสมกับการใช้งานจริงในภาคธุรกิจร้านกาแฟและเครื่องดื่ม ช่วยเพิ่มช่องทางการระบายผลผลิตน้ำนมโคดิบ ลดการพึ่งพาวัตถุดิบนมผสมนำเข้า และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดเครื่องดื่มที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันธุรกิจกาแฟในประเทศไทย มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ในปี 2568 คนไทยมีการบริโภคกาแฟเฉลี่ยมากกว่า 340 แก้วต่อคนต่อปี ส่งผลให้ตลาดกาแฟและเครื่องดื่มที่ใช้นมเป็นวัตถุดิบหลัก ทั้งในรูปนมสดและนมผง เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงในการรองรับการใช้นมโคดิบภายในประเทศ

จากการคำนวณตามสูตรการชงเครื่องดื่มของโครงการร้านนมหน้าฟาร์ม กรมปศุสัตว์ พบว่า ร้านกาแฟทั่วประเทศมีการใช้นมสดประมาณ 200,000 ตันต่อปี และใช้นมผงในกลุ่มเครื่องดื่มเฟรปเป้ประมาณ 26,300 ตันต่อปี สะท้อนถึงโอกาสสำคัญในการผลักดันการใช้น้ำนมโคดิบและนมผงที่ผลิตได้ภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ในการนี้ กองผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ ได้พัฒนาต้นแบบสูตร นมพาสเจอร์ไรส์สำหรับการตีฟอง (Thai Barista Milk) ทั้งเมนูร้อนและเย็น รวมถึงเฟรปเป้นมผงไทย (Thai Milk Frappe Powder) ซึ่งใช้นมผงไทยเป็นวัตถุดิบหลัก ออกแบบให้เหมาะสมกับการใช้งานในร้านกาแฟและร้านเครื่องดื่ม สามารถทดแทนผลิตภัณฑ์นมผสมที่มีการใช้ไขมันปาล์มและช่วยเพิ่มสัดส่วนการใช้นมโคดิบภายในประเทศได้

นายชกาศพล เสือไพร ประธานกรรมการสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค อ่าวน้อย จำกัด กล่าวว่า กิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเชื่อมโยงการผลิตน้ำนมโคดิบของเกษตรกรไปสู่ตลาดปลายน้ำที่มีการเติบโตสูง โดยเฉพาะภาคธุรกิจร้านกาแฟและเครื่องดื่มในพื้นที่ชายทะเลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพของสหกรณ์โคนมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์นมมูลค่าเพิ่ม ตอบโจทย์ผู้ประกอบการและผู้บริโภคและสร้างความยั่งยืนให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง