GISTDA เตือนผู้ใช้งานดาวเทียม ระบบนำทางและการบิน ระวังความคลาดเคลื่อนของสัญญาณ

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 เวลา 01.09 น. ตามเวลาประเทศไทย เกิดการปะทุของ Solar Flare จากบริเวณ Active Region (AR) 4341 การปะทุครั้งนี้ ไม่เพียงปลดปล่อยพลังงานรังสีในช่วงคลื่นต่างๆ ออกมาเท่านั้น แต่ยังเกิดการปลดปล่อยสสารร้อน (Plasma) และสนามแม่เหล็กออกจากดวงอาทิตย์ในรูปแบบของ Coronal Mass Ejection (CME) มีทิศทางพุ่งตรงมายังโลก ประกอบกับหลุมโคโรนา (Coronal hole) ที่ปล่อยลมสุริยะมาจากดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดสนามแม่เหล็กโลกรุนแรง 

จากข้อมูลจากอวกาศและข้อมูลจากเครื่องวัดสนามแม่เหล็กโลก พบว่าไทยเผชิญพายุสนามแม่เหล็กโลกระดับ G4 โดยมี 3 ผลกระทบหลักที่ต้องจับตาในไทย แม้ระดับความรุนแรง G4 จะไม่ส่งผลอันตรายต่อประชาชนทั่วไปโดยตรง แต่จะส่งผลกระทบเชิงเทคนิคต่อระบบเทคโนโลยีอวกาศและการสื่อสาร ดังนี้

1. ดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit: LEO) เสี่ยงปรับลดระดับความสูงและตกเร็วกว่ากำหนด : แรงเสียดทานในชั้นบรรยากาศโลกจะเพิ่มขึ้น (Atmospheric Drag) ส่งผลให้ดาวเทียมในวงโคจรต่ำ เช่น ดาวเทียมสำรวจทรัพยากร หรือสถานีอวกาศ มีความเร็วลดลงและอาจเสียระดับความสูงเร็วกว่าปกติ ซึ่งผู้ควบคุมดาวเทียมต้องเตรียมปรับแก้ทิศทาง

2. ระบบนำทาง (GPS) อาจคลาดเคลื่อน : สัญญาณดาวเทียมระบุพิกัด (GPS) อาจเกิดความคลาดเคลื่อนในบางช่วงเวลา ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบนำทางความละเอียดสูง (Precision Navigation) การสำรวจรังวัด การบินโดรนอัตโนมัติ การเกษตรแม่นยำ

3. สัญญาณวิทยุการบิน (HF) ขาดหาย : ระบบสื่อสารย่านความถี่สูง (High Frequency) ที่ใช้ในกิจการการบินพาณิชย์และการทหาร อาจเกิดปัญหาสัญญาณขาดหายเป็นช่วงๆ ซึ่งนักบินและหอควบคุมการบินควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

ขณะนี้ ทีม Space Weather ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะแจ้งเตือนให้ทุกท่านทราบหากมีการเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปไม่ต้องตื่นตระหนก เนื่องจากพายุสนามแม่เหล็กโลกระดับนี้ไม่ส่งผลต่อร่างกายมนุษย์หรือระบบไฟฟ้าตามบ้านเรือนในประเทศไทย แต่ขอให้หน่วยงานเกี่ยวข้องกับระบบรังวัด วิทยุสื่อสารระยะไกล โดรน และเทคโนโลยีอวกาศ ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง