กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เปิดเผยสถานการณ์ทรัพยากรทางทะเลของประเทศไทยที่กำลังเข้าสู่ภาวะเสี่ยงวิกฤติ ภายหลังตลอดช่วง 3–4 ปีที่ผ่านมา เผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง ส่งผลต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างชัดเจน ทั้งปัญหาปะการังฟอกขาว แนวปะการังเสื่อมโทรม และหญ้าทะเลที่เริ่มตายเป็นวงกว้าง กระทบต่อสัตว์น้ำและสัตว์ทะเลหายากในหลายพื้นที่
นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ระบุว่า กรมฯ ได้เร่งยกระดับการสร้างการรับรู้ให้ประชาชนตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหา พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการเฝ้าระวังและฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบและป้องกันไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลง โดยย้ำว่าหากไม่เร่งดำเนินการในขณะนี้ อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจในอนาคตอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น
สำหรับปัญหาวิกฤติหลักของทะเลไทย ประกอบด้วย ปะการังฟอกขาว แนวปะการังและหญ้าทะเลเสื่อมโทรม ซึ่งส่งผลต่อพะยูนและสัตว์น้ำที่พึ่งพาหญ้าทะเลเป็นแหล่งอาหาร รวมถึงคลื่นลมแรง พายุเกิดถี่ ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น การกัดเซาะชายฝั่ง ความหลากหลายทางชีวภาพที่เปลี่ยนแปลง ตลอดจนการรุกรานของสัตว์ต่างถิ่น เช่น ปลาหมอคางดำ นอกจากนี้ ยังพบปัญหาน้ำทะเลเปลี่ยนสีจากการปล่อยน้ำเสียและสารอาหารจากบนบกลงสู่ทะเล ทำให้ระดับออกซิเจนในน้ำลดลง และเกิดการตายของสัตว์ทะเลในบางพื้นที่ โดยเฉพาะอ่าวไทยตอนใน
การบริหารจัดการที่เป็นระบบยังเป็นกุญแจสำคัญในการชะลอภาวะวิกฤติ โดยเน้นการเสริมความแข็งแรงให้ปะการังและหญ้าทะเลสามารถฟื้นตัวได้เอง ซึ่งพื้นที่ในแนวเขตอุทยานแห่งชาติได้รับการดูแลเข้มข้น จึงมีศักยภาพฟื้นตัวได้ดีกว่าพื้นที่อื่น ควบคู่กับการกำหนดแนวทางอนุรักษ์สัตว์ทะเลร่วมกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ และการจัดทำแผนที่ความเสี่ยงการกัดเซาะชายฝั่ง เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือและปรับตัว
ทั้งนี้ ปี 2569 จะเป็นปีแรกที่กรมฯ เตรียมประกาศบังคับใช้กฎหมายตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558 เพื่อควบคุมกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากร โดยเฉพาะการท่องเที่ยวทางทะเล กำหนดให้บริษัทนำเที่ยวมีส่วนรับผิดชอบต่อผลกระทบสิ่งแวดล้อม หากพบการกระทำที่จงใจทำลายทรัพยากร ทั้งในและนอกเขตอุทยานแห่งชาติ จะดำเนินคดีกับทั้งนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการอย่างเหมาะสม เพื่อมุ่งสู่การท่องเที่ยวทางทะเลอย่างยั่งยืน โดยคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ภายใน 2–3 เดือนข้างหน้า








