ในการประชุม World Economic Forum (WEF) ประจำปี ค.ศ. 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 23 มกราคม 2569 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ซึ่งประเทศไทยนำโดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชน เป็นทีมไทยแลนด์
เข้าร่วมการประชุม
(21 ม.ค. 69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประชุมหารือกับ นาย Paul Chan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแห่งเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (Hong Kong Special Administrative Region: HKSAR) โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ความท้าทายจากการชะลอตัวของการค้าโลก และการปรับตัวต่อเทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จำเป็นต้องควบคู่กับการยกระดับทักษะแรงงานและการสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงประโยชน์อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ฝ่ายไทยได้เชิญฮ่องกงเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings ในเดือนตุลาคม 2569 พร้อมนำเสนอแนวคิดการจัดงานภายใต้ธีม “New Horizons: Empowering People and Building Resilience” ซึ่งสอดคล้องกับวาระเศรษฐกิจโลกและภูมิภาค นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องถึงศักยภาพในการยกระดับความร่วมมือด้านการเงินและตลาดทุน โดยเฉพาะบทบาทของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางการระดมทุนระดับภูมิภาค และโอกาสในการสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนฮ่องกงในประเทศไทย อาทิ ดาต้าเซ็นเตอร์ โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
โดยเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ตามเวลาในท้องถิ่น นายเอกนิติ ได้เข้าพบหารือกับ Dr. Christopher J. Elias, President of Global Development, Gates Foundation เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการพัฒนาระดับโลกโดยเฉพาะประเด็นการพัฒนาที่ยั่งยืน การลงทุนในทุนมนุษย์ ระบบสาธารณสุข และการเสริมสร้างความสามารถ ในการรับมือกับความเสี่ยงใหม่ๆ ของประเทศกำลังพัฒนา ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงบทบาทของประเทศไทยที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และการมีบทบาทเชิงรุกในระดับภูมิภาคอาเซียนโดยเฉพาะด้านการเตรียมความพร้อมรับมือภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขและโรคอุบัติใหม่ รวมถึงแนวทางการยกระดับความร่วมมือในระดับภูมิภาคให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับโอกาสความร่วมมือระหว่างประเทศไทย มูลนิธิ Gates Foundation และพันธมิตรระหว่างประเทศ ก่อนและระหว่างการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF–World Bank ในเดือนตุลาคม 2569 ภายใต้แนวคิด “New Horizons: Empowering People and Building Resilience” การหารือดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการส่งเสริมการพัฒนาที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง เสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจและสังคมและขยายความร่วมมือด้านการพัฒนาในระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้นายเอกนิติ ยังได้มีโอกาสหารือกับนาย Mathias Cormann เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development: OECD) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจและการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง รวมถึงหารือความคืบหน้าและแนวทางการดำเนินกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการปฏิรูปเชิงนโยบายที่มีความสำคัญต่อการเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประเทศสมาชิก OECD โดยเฉพาะด้านธรรมาภิบาล ความโปร่งใสและการต่อต้านการทุจริต คุณภาพของกฎระเบียบ การแข่งขัน สภาพแวดล้อมการลงทุน และการกำกับดูแลภาครัฐ ทั้งนี้ฝ่ายไทยมองว่าการเข้าเป็นสมาชิก OECD จะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขัน ความน่าเชื่อถือของนโยบาย และความคาดการณ์ได้ของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในระยะยาว รวมถึงเปิดโอกาสในการเรียนรู้จากประเทศสมาชิก และเข้าถึงเครือข่ายข้อมูลและนโยบายของ OECD อย่างเป็นระบบ สะท้อนถึงความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างประเทศไทยและ OECD และเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ให้มีความชัดเจน เป็นระบบ และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว
ขณะที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุมกลุ่มย่อยระดับยุทธศาสตร์ ในหัวข้อ “From Data to Collective Action Against Forced Labour” เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ในห้วงการประชุม World Economic Forum 2026 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส โดยมีนาย Dan Viederman จาก Working Capital Innovation Fund และผู้แทนจาก Schwab Foundation for Social Entrepreneurship เป็นผู้ดำเนินรายการ นายสีหศักดิ์ กล่าวถ้อยแถลงเปิดการเสวนา โดยย้ำว่าปัญหาแรงงานบังคับเป็นความท้าทายที่ทวีความซับซ้อนอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์ การก้าวกระโดดของเทคโนโลยีดิจิทัล และความเชื่อมโยงของการย้ายถิ่นฐานกับการค้ามนุษย์ พร้อมทั้งได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาผ่านหลักการ 4 ประการ ได้แก่ การป้องกัน การคุ้มครอง การบังคับใช้กฎหมาย และความร่วมมือ และเน้นย้ำหัวใจสำคัญคือ การสร้าง “พันธมิตรบนฐานข้อมูล” (Data-driven Partnership) ที่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบข้ามพรมแดนและข้ามภาคส่วนได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งยกตัวอย่างความสำเร็จของไทย การแก้ไขปัญหาการประมงผิดกฎหมาย ผ่านการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทาน จนส่งผลให้ไทยได้รับการยอมรับในฐานะ “ประเทศต้นแบบ” (Proof of Country: POC) ภายใต้โครงการ Global Data Partnership Against Forced Labour
นายสีหศักดิ์ ยังได้หยิบยกประเด็นที่น่าเป็นห่วงในยุคปัจจุบัน ได้แก่ การรับมือกับอาชญากรรมออนไลน์และการหลอกลวงแรงงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งไม่เพียงแต่กระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์ แต่ยังส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยไทยพร้อมที่จะกระชับความร่วมมือกับ WEF และภาคีเครือข่ายสากลเพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าวอย่างยั่งยืน
ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เข้าร่วมการประชุม World Economic Forum เช่นกันซึ่งการประชุมในปีนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม “A Spirit of Dialogue” มุ่งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อแสวงหาทางออกต่อความท้าทายของเศรษฐกิจโลกท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจโลก โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 2,800 คน จากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์การระหว่างประเทศทั่วโลก สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของภาคเอกชนในการร่วมกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการค้าโลก
นางศุภจี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ได้เข้าร่วมการหารือในฐานะผู้อภิปราย (Speaker) ของการหารือในหัวข้อ “Recoding Trade” ณ Kurpark Village เมืองดาวอส-คลอสเตอร์ สมาพันธรัฐสวิส เป็นหัวข้อแรก ซึ่งการหารือครั้งนี้เป็น Closed Session หรือการประชุมปิด เพื่อให้ผู้เข้าร่วมซึ่งเป็นผู้แทนระดับรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงของภาคเอกชนและขององค์การระหว่างประเทศ อาทิ รัฐมนตรีการค้าแคนาดา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ยูเครน ซิมบับเว รวมถึงผู้บริหารจากองค์การศุลกากรโลก และ OECD เป็นต้น สามารถแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างตรงไปตรงมา (open dialogue) เกี่ยวกับการปรับปรุงกติกาและโครงสร้างพื้นฐานด้านการค้าให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การไหลเวียนของข้อมูลข้ามพรมแดน และการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืน รวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัล และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ในการหารือดังกล่าว นางศุภจี ได้รับโจทย์ให้นำเสนอ “บทบาทของอาเซียนในการพัฒนาระบบการค้าและข้อมูลทางการค้าที่ทำงานร่วมกันได้ (interoperable trade and data framework) อย่างมีความสมดุลเปิดกว้าง มีความยืดหยุ่น และช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน” สืบเนื่องจากการที่ไทยเป็นประธานคณะเจรจาจัดทำกรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement : DEFA) ซึ่งจะเป็นกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคด้านเศรษฐกิจดิจิทัลฉบับแรกในโลก และสะท้อนบทบาทของอาเซียนในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมที่กำลังปรับโฉมการค้าโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยนางศุภจี นำเสนอว่า DEFA จะเป็นฐานสำคัญในการส่งเสริมการค้าและการลงทุนดิจิทัล การสร้างความครอบคลุมและการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านดิจิทัล (digital governance) ซึ่งการพัฒนาไปสู่ระบบดิจิทัล (digitalization) ในหลายด้านนี้ จะช่วยสนับสนุน SMEs อีกทั้งจะส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย (sustainability) โดยอาเซียนพร้อมที่จะขยายความเชื่อมโยงของ DEFA กับประเทศและภูมิภาคอื่นในอนาคตต่อไป
ทั้งนี้ยังได้แลกเปลี่ยนกับที่ประชุมว่า การทำหน้าที่เป็นประธานการเจรจา DEFA ตั้งแต่ปี 2023 ทำให้ไทยมองเห็นศักยภาพของอาเซียนซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนา ในการสร้างกรอบการค้าและระบบข้อมูลสมัยใหม่ในโลกยุคดิจิทัลที่เหมาะสมกับบริบทของภูมิภาค โดยมุ่งเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน การเชื่อมโยงระบบดิจิทัลที่สามารถทำงานร่วมกันได้ (interoperability) การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความเป็นส่วนตัว และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ในระดับที่สมดุล ตลอดจนการออกแบบกติกาที่เอื้อต่อการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์ของผู้ประกอบการ SMEs
นอกจากนี้ กรอบดิจิทัลของอาเซียนจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค ผ่านการพัฒนามาตรฐานดิจิทัลร่วมกัน (common standards) การส่งเสริมนวัตกรรม การพัฒนาทักษะดิจิทัล และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสนับสนุน SMEs ควบคู่กับการคุ้มครองผู้บริโภค การลดต้นทุนทางการค้า และการเสริมสร้างศักยภาพทั้งภาครัฐและเอกชน พร้อมทั้งเชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัลเข้ากับเป้าหมายด้านความยั่งยืนและเศรษฐกิจ สีเขียว โดยย้ำว่า การ “รีโค้ด” ระบบการค้าโลกไม่ใช่เพียงการปรับปรุงกฎเกณฑ์ หากแต่เป็นการสร้างระบบการค้าที่เปิดกว้าง ครอบคลุม ยืดหยุ่น และยั่งยืน ซึ่งไทยพร้อมทำงานร่วมกับพันธมิตรระหว่างประเทศเพื่อขับเคลื่อนระบบการค้าโลกให้เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรม และการเติบโตร่วมกันในระยะยาว
อีกทั้ง นางศุภจี ยังมีกำหนดการจะพบปะกับรัฐมนตรีการค้าของประเทศต่างๆ เช่น แคนาดา สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเข้าร่วมการอภิปรายในหัวข้อต่างๆ อีกหลายเรื่องตลอดการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอสในครั้งนี้ ซึ่งล้วนแต่เป็นการสนับสนุนให้ไทยมีบทบาทสำคัญในเวทีระหว่างประเทศ โดยเป็นการทำงานร่วมกับทีมไทยแลนด์








