นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าร่วมเป็นผู้เสวนาในหัวข้อ “Cybercrime Has Real Victims” ร่วมกับเลขาธิการองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (INTERPOL) ผู้บริหารองค์กร International Justice Mission และคณาจารย์จากมหาวิทยาลัย Stanford ในช่วงการประชุม World Economic Forum 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 23 มกราคม 2569 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส เพื่อแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ต่อปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิมนุษยชน นายสีหศักดิ์ ได้ชี้ให้เห็นว่า อาชญากรรมไซเบอร์ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดเพียงการประทุษร้ายต่อทรัพย์สิน แต่ได้ขยายตัวเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติในระดับอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงาน ซึ่งประเทศไทยในฐานะรัฐแนวหน้าได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 3.16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ไทยได้แสดงบทบาทเชิงรุกในการให้ความช่วยเหลือและส่งกลับเหยื่ออาชญากรรมจากกว่า 40 ประเทศ จำนวนกว่า 11,000 คน กลับสู่ภูมิลำเนาอย่างปลอดภัย
นายสีหศักดิ์ ยังได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้กลไกทางการทูตเพื่อสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดนระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ในการกำหนดบรรทัดฐานสากลเพื่อปิดช่องว่างทางกฎหมายและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง โดยย้ำว่าปัญหาดังกล่าวคือความท้าทายด้านธรรมาภิบาลระดับโลกที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ไขเพื่อเปลี่ยนผ่านจากการตอบสนองเชิงรับไปสู่การคุ้มครองสวัสดิภาพประชาชนเชิงรุก ทั้งนี้ไทยพร้อมต่อยอดพันธกรณีจากการลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ ณ กรุงฮานอย และการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC : United Nations Office on Drugs and Crime) เพื่อสกัดกั้นเส้นทางการเงินและทำลายวงจรอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม International Conference on the Global Partnership against Online Scams ระหว่างวันที่ 17 – 18 ธันวาคม 2568 ที่กรุงเทพมหานคร
นายสีหศักดิ์ ได้พบกับนายอิกนาซิโอ กัสซิส รองประธานาธิบดีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสมาพันธรัฐสวิส เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงแนวทางการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสวิตเซอร์แลนด์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้านการค้าและการลงทุน และการเสริมสร้างความร่วมมือต่อจากการลงนามความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement : FTA ) ระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป หรือ เอฟตา (European Free Trade Association : EFTA) ตลอดจนการเสริมสร้างความร่วมมือในกรอบพหุภาคี โดยเฉพาะภายใต้ข้อตกลงดำเนินงานภายใต้ความตกลงปารีส (The Implementing Agreement to the Paris Agreement between the Kingdom of Thailand and the Swiss Confederation) และการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ( Organization for Economic Co-operation and Development: OECD) ของไทย นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือและแลกเปลี่ยนความเห็นในประเด็นระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการยึดมั่นในการเคารพกติกาและกฎหมายระหว่างประเทศ
ทั้งยังได้พบหารือกับนาย เคซี ซัลลิแวน ประธานและกรรมการผู้จัดการของบริษัท CNBC International และนายเครก เบงต์สัน ประธานบริษัท CNBC International โดยได้หารือแนวทางความร่วมมือกับ CNBC ในฐานะสื่อชั้นนำของโลกในการนำเสนอนโยบายด้านการต่างประเทศและเศรษฐกิจของไทย ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ไม่แน่นอน ทั้งการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์และความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงบทบาทที่แข็งขันของไทยในการแก้ไขปัญหาออนไลน์สแกม ซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคและระหว่างประเทศ รวมถึงพัฒนาการสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และสถานการณ์ในเมียนมา
เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่น นายสีหศักดิ์ ได้มีโอกาสพบกับนายลุตฟีย์ ซิดดีกี ผู้แทนพิเศษด้านการต่างประเทศของประธานคณะที่ปรึกษารัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ ทั้งสองฝ่ายหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทยกับบังกลาเทศ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ โดยไทยย้ำถึงความสำคัญของการผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี และการส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างท่าเรือระนองกับท่าเรือจิตตะกอง นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาค
จากนั้นได้พบกับนายยอ ฮัน-กู รัฐมนตรีการค้า กระทรวงการค้าอุตสาหกรรมและทรัพยากรสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ทั้งสองฝ่ายมุ่งส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างไทย – เกาหลีใต้ และเห็นพ้องที่จะผลักดันการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจแบบครอบคลุม (Comprehensive Economic Partnership Agreement: CEPA) ระหว่างไทย-เกาหลีใต้ ให้สรุปได้โดยเร็ว นอกจากนี้ได้เน้นย้ำความพร้อมสนับสนุนการลงทุนเพิ่มเติมในไทยจากภาคเอกชนเกาหลีใต้ และพบกับนาย Pedro Vargas David ประธานบริษัท Euronews หารือแนวทางความร่วมมือกับสำนักข่าว Euronews ในฐานะสื่อชั้นนำของโลก และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น เกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคและระหว่างประเทศ โอกาสนี้นายสีหศักดิ์ ได้กล่าวปาฐกถาในงานเลี้ยงอาหารค่ำ ซึ่งจัดโดยสำนักข่าว Euronews โดยได้แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับบทบาทของประเทศใน Global South ที่มีความสำคัญมากขึ้นในโลกยุคปัจจุบันที่มีความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ โดยย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านสีเขียวเป็นโอกาสสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาให้เทียบเท่ามาตรฐานโลก และเป็นเสาหลักในการส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคและความร่วมมือใต้-ใต้ (South-South Cooperation ความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนา) เพื่อให้กลุ่มประเทศเหล่านี้มีส่วนร่วมกำหนดระเบียบโลกที่สมดุล และสร้างเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น พร้อมใช้โอกาสนี้ยืนยันบทบาทของไทยในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสีเขียวในมิติต่างๆ
ซึ่งรวมถึงการปรับเป้าหมาย Net-Zero ให้เร็วขึ้น 15 ปี เป็นปี ค.ศ. 2050
ขณะที่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้เป็นทีมไทยแลนด์ร่วมการประชุม World Economic Forum 2026 ด้วยนั้น ได้พบหารือกับนางเฮเลเนอ บุดลีเกอร์ อาร์ทิเอดา ปลัดกระทรวงกิจการเศรษฐกิจสมาพันธรัฐสวิส เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 เพื่อหารือแนวทางกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทยและสวิตเซอร์แลนด์ นางศุภจี กล่าวว่า ได้พูดคุยกับนางเฮเลเนอฯ เรื่อง FTA ระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป หรือ เอฟตา (European Free Trade Association : EFTA) ที่ได้ลงนามไปเมื่อปี 2568 ซึ่งทั้งสองฝ่ายกำลังดำเนินกระบวนการภายในเพื่อให้สัตยาบันความตกลงดังกล่าว ในส่วนของไทยเมื่อมีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลแล้ว กระทรวงพาณิชย์จะนำเสนอร่างความตกลงฯ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาให้ความเห็นชอบ และตั้งเป้าให้สัตยาบันความตกลงฯ ในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2569 ซึ่งสอดคล้องกับระยะเวลาที่ฝ่ายสวิตเซอร์แลนด์จะต้องดำเนินกระบวนการภายในเช่นกัน โดยคาดว่าความตกลงจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 มกราคม 2570 ซึ่งนับเป็น FTA กับประเทศในภูมิภาคยุโรปฉบับแรกของไทย อีกทั้งในกลุ่มประเทศสมาชิกเอฟตา สวิตเซอร์แลนด์เป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย และการค้าระหว่างไทยกับสวิตเซอร์แลนด์ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการส่งออกของไทยไปสวิตเซอร์แลนด์ที่ขยายตัวกว่า 70% มาจากการส่งออกที่เพิ่มขึ้นในสินค้าหลายรายการ เช่น อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ข้าว ผลไม้กระป๋องและแปรรูป แผงสวิทซ์และแผงวงจรไฟฟ้า เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ทั้งนี้ทั้ง 2 ฝ่ายจะได้รับประโยชน์เพิ่มเติมจาก FTA ไทย-เอฟตา ทั้งในด้านการขยายโอกาสส่งออกและลดต้นทุนการนำเข้า โดยสินค้าส่งออกสำคัญที่ไทยจะได้รับประโยชน์ เช่น ผักผลไม้สดและแปรรูป ข้าว เนื้อสัตว์ปีกสดและแปรรูป อาหารทะเล อาหารปรุงแต่ง เครื่องดื่ม อาหารสัตว์เลี้ยง อัญมณีและเครื่องประดับ นาฬิกาและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องนุ่งห่ม เคมีภัณฑ์ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ นอกจากนี้ ไทยจะยังได้รับประโยชน์จากการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนเอฟตาในสาขาที่สนับสนุนการพัฒนาประเทศของไทย เช่น การวิจัยและพัฒนา การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ICT การซ่อมบำรุงรักษาชิ้นส่วนอากาศยาน ตลอดจนการเสริมสร้างความร่วมมือที่จะช่วยพัฒนายกระดับมาตรฐานและขีดความสามารถให้ไทยแข่งขันได้ในเวทีโลก
ในระหว่างการหารือ ฝ่ายสวิตเซอร์แลนด์ได้เชิญไทยพิจารณาเข้าร่วม Friends of Investment and Trade Platform (FITP) ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือไม่เป็นทางการของกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดสอดคล้องกัน (like-minded countries) ที่มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมบทบาทของประเทศขนาดกลาง (middle power countries) ในการมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนระบบการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศให้มีความเปิดกว้าง โปร่งใส และยืดหยุ่นมากขึ้น ผ่านการแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายและการประสานความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในเวทีพหุภาคีอย่างสร้างสรรค์ในการผลักดันวาระเศรษฐกิจระหว่างประเทศในบริบทความท้าทายของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันประเทศที่เข้าร่วมแล้ว อาทิ นอร์เวย์ นิวซีแลนด์ คอสตาริกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คอสตาริกา ชิลี สิงคโปร์ มาเลเซีย และบรูไน
นางเฮเลเนอ แสดงความยินดีที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม World Bank IMF ในช่วงเดือนตุลาคม 2569 และแจ้งว่าประธานาธิบดีของสวิตเซอร์แลนด์มีแผนจะเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วย ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ทั้งสองฝ่ายจะได้ มีการหารือสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างกัน ในโอกาสนี้ไทยยังได้แสดงความพร้อมที่จะเป็นฐานการลงทุนและประตูการค้าในการเชื่อมโยงสวิตเซอร์แลนด์ไปสู่ประเทศอื่น ๆ ในทวีปเอเชีย โดยได้เชิญชวนให้สวิตเซอร์แลนด์ใช้ประโยชน์จาก FTA ฉบับนี้ในการเพิ่มการลงทุนและมีความร่วมมือกับไทยโดยเฉพาะในสาขาที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สวิตเซอร์แลนด์มีความก้าวหน้า เช่น เทคโนโลยีชีวภาพและเวชภัณฑ์ เทคโนโลยีสะอาดซึ่งจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรม S Curve ของไทย เช่น อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต วิทยาศาสตร์สุขภาพและสุขภาวะ และพลังงานสะอาด ปัจจุบัน สวิสเป็นคู่ค้าอันดับที่ 1 ของไทยในกลุ่มประเทศสมาชิกเอฟตา โดยในปี 2025 (ม.ค. – พ.ย.) การค้ารวมไทย – สวิตเซอร์แลนด์ มีมูลค่า 13,673.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปี 2024 ร้อยละ 28.9 เป็นการส่งออกของไทยไปสวิตเซอร์แลนด์ 6,656.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นการนำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ 7,017.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยขาดดุลการค้า 360.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ สินค้าสำคัญที่ไทยมีการส่งออกไปสวิตเซอร์แลนด์ เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ นาฬิกาและส่วนประกอบ เครื่องใช้สำหรับเดินทาง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูปและเครื่องสำอาง








