นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานสักขีพยานในพิธีมอบเงินเยียวยาแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์คานปูนและเครนก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 (M82) สายทางยกระดับบางขุนเทียน – บ้านแพ้ว ช่วงเอกชัย – บ้านแพ้ว ตอน 7 จังหวัดสมุทรสาคร (ถนนพระราม 2) พังถล่ม โดยมีคณะผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และครอบครัวผู้เสียชีวิตเข้าร่วม
นายพิพัฒน์ กล่าวแสดงความเสียใจและอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมย้ำว่าหน้าที่ของรัฐคือการยืนอยู่เคียงข้างประชาชนในยามยากลำบาก และต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นธรรมที่สุด โดยได้สั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน หากพบการกระทำที่เข้าข่ายความประมาทเลินเล่อหรือฝ่าฝืนกฎหมาย จะดำเนินการตามกฎหมายและมาตรการทางปกครองอย่างเคร่งครัดสูงสุดโดยไม่มีข้อยกเว้น เพื่อสร้างบรรทัดฐานความรับผิดชอบต่อสังคม และป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก ทั้งนี้ ได้กำชับให้ทุกโครงการก่อสร้างภายใต้กระทรวงคมนาคมยึดถือหลักการสำคัญสูงสุด คือ “ความปลอดภัยของประชาชนและผู้ปฏิบัติงานต้องมาก่อน”
ด้านนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยรายละเอียดการมอบเงินเยียวยาแก่ทายาทผู้เสียชีวิตจำนวน 2 ราย ว่า ปัจจุบันได้รับเงินสงเคราะห์พระราชทานจำนวน 20,000 บาท และการมอบเงินเยียวยาครั้งนี้เป็นการมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มเติม ซึ่งเป็นเงินชดเชยเยียวยาจากบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) มอบให้รายละ 1,150,000 บาท นอกจากนี้ยังมีเงินช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มเติมจากกระทรวงคมนาคม และกรมทางหลวง ตลอดจนสิทธิความคุ้มครองของหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ อาทิ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย ค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา กระทรวงยุติธรรม กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี สิทธิประโยชน์กรณีเงินบำเหน็จชราภาพ กองทุนประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เป็นต้น
จากนั้นนายพิพัฒน์ ได้แถลงสรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น กรณีอุบัติเหตุจากการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ 2 กรณี ได้แก่ เหตุเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน หล่นทับขบวนรถไฟ ที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 และ เหตุคานปูนและเครนก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษ M82 พังถล่มบนถนนพระราม 2 เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ซึ่งสร้างความกังวลอย่างมาก ต่อความปลอดภัยของประชาชนในการเดินทาง ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว กระทรวงคมนาคม ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของทั้ง 2 กรณี โดยมี นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม (หัวหน้ากลุ่มภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง) เป็นประธานกรรมการ มีนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ นายกสภาวิศวกร ผู้แทนอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนกรมบัญชีกลาง และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ โดยมีหน้าที่และอำนาจในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรายงานผลการดำเนินงานภายใน 15 วัน ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน ให้เร่งรัดการตรวจสอบข้อเท็จจริงภายใน 7 วัน
นายพิพัฒน์ ระบุว่า เนื่องจากครบกำหนด 7 วัน ตามที่นายกรัฐมนตรีกำชับให้กระทรวงคมนาคมเร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน จึงขอชี้แจงผลการตรวจสอบเบื้องต้น พร้อมมาตรการสั่งการเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ซ้ำอีก โดยผลตรวจสอบเบื้องต้นกรณีที่อำเภอสีคิ้วพบว่า วัตถุที่ตกลงมาทับขบวนรถไฟ เป็นชิ้นส่วนฐานรองรับด้านหน้าของเครน ซึ่งเกิดการเสียสมดุลระหว่างการเคลื่อนย้าย แต่ประเด็นสำคัญที่พบคือมีการทำงานก่อสร้างโดยไม่ปิดการจราจรด้านล่าง ทั้งที่มีข้อกำหนดชัดเจนว่าต้องทำงานเฉพาะช่วงที่ไม่มีรถไฟวิ่ง ถือเป็นการละเลยมาตรการความปลอดภัย
ด้านนายจิระพงศ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีเครนก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูง ตกทับขบวนรถไฟ ที่จังหวัดนครราชสีมา ได้ตรวจสอบข้อมูลภาพถ่าย ขั้นตอนวิธีการทำงาน (Method Statement) และแบบแปลนก่อสร้าง พบว่าวัตถุที่ตกลงมากระแทกกับรถไฟและหลงเหลืออยู่ด้านล่าง เป็นชิ้นส่วนของฐานรองรับด้านหน้าของเครน (Front Support) สอดคล้องกับสภาพบริเวณคานรองรับด้านบนที่มีร่องรอยการติดตั้ง Front Support ก่อนที่ชิ้นส่วนดังกล่าวจะร่วงหล่นลงมาด้านล่าง และที่บริเวณคานรองรับไม่มีสลักเกลียวกำลังสูง (PT-Bar) ซึ่งทำหน้าที่ยึดอุปกรณ์ Front Support เข้ากับคานรองรับหลงเหลืออยู่ จึงสันนิษฐานได้ว่าสาเหตุเกิดจาก “การสูญเสียเสถียรภาพของฐานรองรับด้านหน้า (Front Support) ของเครนเอียงล้ม ซึ่งอาจเป็นผลมาจากสลักเกลียวกำลังสูง (PT-Bar) ที่ใช้ในการยึดฐานรองเครน (Tied-down) ขาด ขณะที่อยู่ระหว่างการเคลื่อนเครน (Launching) ส่งผลให้ Front Support ล้มเอนและตกลงมากระแทกขบวนรถไฟด้านล่าง ในระหว่างการทำงานของเครนดังกล่าว”
ส่วนกรณี ถนนพระราม 2 (M82) การตรวจสอบพบว่าไม่ใช่อุบัติเหตุเฉพาะจุด แต่เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างระบบ ที่ต้องแก้ไขในระดับโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงซ่อมเฉพาะหน้า ต้องรื้อถอนและจัดการใหม่ด้วยมาตรฐานวิศวกรรมขั้นสูง
นายจิระพงศ์ กล่าวด้วยว่า กรณีเหตุที่ถนนพระราม 2 จากการตรวจสอบ ซึ่งในชั้นนี้ได้ดำเนินการโดยรวบรวมพยานหลักฐานเท่าที่ปรากฏ และตรวจพิสูจน์ทราบได้โดยประจักษ์ ประกอบด้วย ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมจากองค์กรภายนอกที่เป็นกลางซึ่งลงพื้นที่ตรวจสอบในเบื้องต้น วัตถุพยาน (ภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหว) เอกสารขั้นตอนวิธีการทำงาน (Method Statement) และแบบแปลนก่อสร้าง พบว่า จุดเริ่มต้นเกิดจากจุดรองรับด้านหน้า (Front Main Support) ของชุดคานยกเกิดการทรุดตัว ส่งผลให้โครงสร้างพังถล่มลงมา โดยข้อสันนิษฐานเชิงวิศวกรรมถึงสาเหตุที่อาจส่งผลให้เกิดการทรุดตัว มีแนวโน้มเกี่ยวข้องกับระบบรองรับ (Support) และระบบยึดรั้งของเครน (Tie-down) รวมถึงความสามารถในการรับแรงของโครงสร้างคอนกรีตบริเวณจุดรองรับ ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับแรงกระทำจริงที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดด้านพฤติกรรมโครงสร้าง กลไกการรับน้ำหนัก และลำดับการวิบัติ เพื่อสรุปสาเหตุที่แท้จริงอย่างเป็นระบบตามหลักวิศวกรรมโครงสร้าง
จากผลการตรวจสอบสาเหตุเบื้องต้น นายพิพัฒน์ ประกาศมาตรการสั่งการเร่งด่วนทันที เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้อีกครั้ง โดยกำหนดให้เรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วนสูงสุด และได้สั่งการไปยังการรถไฟแห่งประเทศไทย กรมทางหลวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการทันทีใน 5 มิติ ดังนี้
มิติที่ 1: พื้นที่ก่อสร้างต้องปลอดภัย 100% (Safety Zone)
สั่งห้ามก่อสร้างเหนือทางรถไฟหรือถนนขณะมีการจราจรโดยเด็ดขาด หากจะมีการยกติดตั้งเครนหรือวัสดุอุปกรณ์ ต้องปิดการจราจร 100% เท่านั้น และต้องมีการจัดตั้งเขตควบคุมความปลอดภัย (Safety Zone) อย่างเคร่งครัด
มิติที่ 2: ยกเครื่องระบบตรวจสอบทางวิศวกรรม
ให้ตรวจทานแบบก่อสร้างและรายการคำนวณใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะเครน LG (Launcher Gantry) ต้องมีการติดตั้งระบบ Structural Health Monitoring (SHM) หรือเซนเซอร์ตรวจวัดโครงสร้างแบบ Real-time ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเฝ้าระวังและลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ
มิติที่ 3: เปลี่ยนผู้ปฏิบัติงานเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีมาตรฐานระดับสากล
ในจุดที่มีความเสี่ยงสูงอย่างโครงการ M82 ได้สั่งการให้ เปลี่ยนชุดผู้ดำเนินงานเครน LG ทันที โดยให้ยุติการดำเนินงานของผู้รับเหมารายเดิม (ITD) ในส่วนนี้ และให้ใช้บริษัทผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลเข้ามาดำเนินการแทน
มิติที่ 4: เชิญวิศวกร-ผู้เชี่ยวชาญอิสระ ร่วมตรวจสอบ (Third Party)
ได้เชิญ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) ส่งวิศวกรผู้เชี่ยวชาญเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมงานโดยอิสระ โดยให้อำนาจเต็มในการสั่งหยุดงานทันทีหากพบความเสี่ยง
มิติที่ 5: การสื่อสารที่โปร่งใส
ต้องเปิดเผยข้อมูลทางวิศวกรรมให้ประชาชนทราบอย่างตรงไปตรงมา และรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง
นายพิพัฒน์ ย้ำว่า สำหรับการดำเนินการต่อจากนี้ กระทรวงคมนาคมจะยกระดับความเข้มข้นในการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย ดังนี้
1. การดำเนินการต่อ ผู้กระทำความผิด
คณะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจะเร่งวิเคราะห์สาเหตุเชิงลึกตามหลัก “นิติวิศวกรรม” (Forensic Engineering) ให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน เพื่อชี้ชัดผู้กระทำความผิด ทั้งในระดับปฏิบัติการและระดับบริหาร เพื่อดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด ทั้งทางแพ่งและอาญา โดยไม่มีข้อยกเว้น
2. การปฏิรูปมาตรฐานสัญญาและการกำกับดูแล โครงการก่อสร้าง
กระทรวงฯ จะดำเนินการทำระเบียบและข้อกำหนดในสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการใหม่นับจากนี้ ให้มีความรัดกุมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการกำหนดให้มาตรการด้านความปลอดภัย เป็นเงื่อนไขสำคัญของสัญญาจ้างงาน หากผู้รับจ้างไม่ปฏิบัติตาม จะถือว่าทำผิดสัญญาและถูกยกเลิกสัญญาทันที
3. การใช้มาตรการ “สมุดพกผู้รับเหมา” และการขึ้นบัญชีดำ (Blacklist)
ได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้จัดทำระบบประเมินผลการทำงานของผู้รับจ้าง หรือ “สมุดพกผู้รับเหมา” อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะมีบทลงโทษ ดังนี้
• การตัดแต้ม: จะมีการบันทึกประวัติ ความบกพร่อง และอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น หากผู้รับเหมารายใดบริหารงานหละหลวม หรือเกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก จะถูกตัดคะแนนความน่าเชื่อถือ
• การลงโทษ: หากคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด จะมีผลต่อการพิจารณาคุณสมบัติในการประมูลงานครั้งต่อไป จนถึงขั้น “ขึ้นบัญชีดำ” (Blacklist) ห้ามรับงานของกระทรวงคมนาคม หรือ ภาครัฐ อีกต่อไป
หากโครงการก่อสร้างต้องล่าช้าเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งยอมรับได้แต่จะไม่ยอมให้เกิดความสูญเสีย
ซ้ำอีก เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในการเดินทางได้อย่างปลอดภัย
ส่วนความคืบหน้ามาตรการ “สมุดพกผู้รับเหมา” นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการติดตาม เร่งรัดการดำเนินการตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับผู้มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 เพื่อให้หน่วยงานในสังกัดนำไปใช้ในการจัดซื้อจัดจ้างโดยเร็ว ครั้งที่ 1/2569 ว่า กฎกระทรวงดังกล่าว หรือ “สมุดพกผู้รับเหมา” เป็นการปรับปรุงเพิ่มเติมจากกฎกระทรวง พ.ศ. 2560 ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดให้สอดคล้องกับกฎกระทรวงดังกล่าว โดยมอบหมายหน่วยงานในสังกัดให้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้รับจ้าง พร้อมแนบเป็นเงื่อนไขในเอกสารประกวดราคาและถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้าง รวมถึงบันทึกผลการประเมินและเผยแพร่ข้อมูลผ่านระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐเป็นไปอย่างมีมาตรฐาน โปร่งใส และตรวจสอบได้ อีกทั้งได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการฯ เพื่อร่วมกันตรวจสอบ ทำความเข้าใจ และจัดทำแนวทางการปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎกระทรวงและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้หน่วยงานในสังกัดนำไปประกอบการจัดซื้อจัดจ้างได้โดยเร็ว ตลอดจนติดตาม ประเมินผล และให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎกระทรวง ระเบียบ และแนวทางที่กำหนดไว้








