นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในอินเดียอย่างใกล้ชิด หลังพบผู้ป่วยยืนยันเพิ่ม กำชับมาตรการเฝ้าระวังและคัดกรองผู้เดินทาง ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ยืนยันประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วย ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากทางราชการและไม่ตื่นตระหนก
นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบรายงานผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ อย่างไรก็ตาม กรมควบคุมโรคได้ติดตามสถานการณ์การระบาดในประเทศอินเดียอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นโรคอุบัติซ้ำที่มีความรุนแรง สามารถทำให้เกิดอาการทางระบบประสาท เช่น สมองอักเสบ และระบบทางเดินหายใจ อาการทางเดินหายใจรุนแรง เช่น ไอ หายใจลำบาก ระบบหายใจล้มเหลว และเสียชีวิต โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ติดต่อได้ยากกว่าโรคโควิด 19 เนื่องจากต้องสัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่ง (น้ำลาย ปัสสาวะ มูล เลือด) โดยตรง แต่อัตราการเสียชีวิตสูงกว่า แหล่งรังโรคตามธรรมชาติคือค้างคาวผลไม้ เชื้อสามารถแพร่สู่คนได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของสัตว์ที่ติดเชื้อ หรือผ่านสัตว์ตัวกลาง เช่น สุกร รวมถึงอาจติดต่อจากคนสู่คนได้ในบางสถานการณ์ จึงจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังและป้องกันอย่างรอบด้าน
กรมควบคุมโรค ได้ดำเนินมาตรการรับมือภายใต้พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 (โดยโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์เป็น 1 ใน 13 โรคติดต่ออันตรายตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว) ครอบคลุมการติดตามสถานการณ์โรคในต่างประเทศ การเตรียมความพร้อมของสถานพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยสงสัย การเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา และการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน เพื่อให้สามารถตรวจพบและควบคุมโรคได้อย่างทันท่วงที หากมีสถานการณ์เปลี่ยนแปลง
ด้านนายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขอให้ประชาชนชาวไทยที่มีแผนเดินทางไปประเทศอินเดีย ทั้งเพื่อการท่องเที่ยว หรือการแสวงบุญ เตรียมความพร้อมด้านสุขภาพก่อนเดินทาง โดยติดตามข้อมูลสถานการณ์โรคจากแหล่งข้อมูลทางการ เช่น กระทรวงสาธารณสุข หรือองค์การอนามัยโลก (WHO) หลีกเลี่ยงการเดินทางไปพื้นที่ที่มีรายงานการระบาด เช่น เมือง Barasat หากไม่มีความจำเป็น ผู้ที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนออกเดินทาง และเตรียมอุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น หน้ากากอนามัย และเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ
นายแพทย์ดิเรก ยังกล่าวว่า ระหว่างพำนักในประเทศอินเดีย ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสค้างคาว สุกร หรือสัตว์ป่าทุกชนิด หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่ที่มีค้างคาวอาศัยอยู่ เช่น ถ้ำ สวนผลไม้ หรือบริเวณที่พบมูลค้างคาว ไม่รับประทานผลไม้ที่ตกอยู่บนพื้นหรือมีร่องรอยการกัดแทะ ล้างและปอกเปลือกผลไม้ก่อนรับประทานทุกครั้ง และหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำผลไม้สด หรือน้ำอินทผลัมสดที่ไม่ได้ผ่านการต้มสุก นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ที่มีอาการไข้ ไอ หายใจลำบาก หรือมีอาการผิดปกติทางระบบประสาท สวมหน้ากากอนามัยในสถานที่แออัด และรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างสม่ำเสมอ ภายหลังเดินทางกลับประเทศไทย ขอให้ประชาชนสังเกตอาการตนเองเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 สัปดาห์ (21 วัน) เนื่องจากระยะฟักตัวของโรคมักอยู่ที่ 4 – 14 วันหลังสัมผัสเชื้อ (แต่บางรายอาจนานถึง 45 วัน) หากมีอาการไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ไอ หรืออาการผิดปกติทางระบบประสาท ให้รีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางไปประเทศอินเดีย และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้อื่น จนกว่าจะได้รับการประเมินจากแพทย์ ทั้งนี้ การพบเชื้อไวรัสนิปาห์ในค้างคาวถือเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ การลดการสัมผัสแหล่งรังโรค การดูแลอาหาร น้ำดื่ม และการรักษาสุขอนามัยอย่างสม่ำเสมอ เป็นแนวทางสำคัญในการป้องกันโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน และปัจจุบันยังไม่มีวัคซีน หรือยารักษาเฉพาะสำหรับโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ การป้องกันตนเองและหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงจึงเป็นมาตรการที่สำคัญที่สุด
กรมควบคุมโรค ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน
กรมควบคุมโรค 1422
ขณะที่ ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการอ้างอิงด้านชันสูตรโรคของประเทศ มีความพร้อมในการตรวจวินิจฉัยเชื้อไวรัสนิปาห์ ด้วยวิธีตรวจสารพันธุกรรม Real-time RT-PCR มีความไวและความจำเพาะสูง สามารถตรวจจากตัวอย่างหลากหลายชนิด เช่น เลือด สารคัดหลั่งจากคอและโพรงจมูก น้ำไขสันหลัง และปัสสาวะ โดยจะเก็บอย่างน้อย 2 ชนิดตัวอย่างขึ้นไป และสามารถรายงานผลภายใน 8 ชั่วโมงหลังได้รับตัวอย่าง
ทั้งนี้ ปัจจุบันโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ยังไม่มียารักษาและวัคซีนป้องกัน การรักษาเป็นการรักษาตามอาการ จึงขอแนะนำประชาชนป้องกันตนเอง โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์รังโรคและสัตว์พาหะ ล้างผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทานทุกครั้ง และล้างมือด้วยสบู่หลังสัมผัสสัตว์ เนื้อสัตว์ หรือซากสัตว์ โดยเฉพาะค้างคาว สุกร ม้า แมว แพะ และแกะ ส่วนโรงพยาบาลสามารถส่งตัวอย่างผู้ป่วยสงสัยติดเชื้อไวรัสนิปาห์ ซึ่งมี อาการไข้สูง ร่วมกับประวัติสัมผัสสัตว์ หรือรับประทานผลไม้ต้องสงสัย หรือผู้ที่เดินทางกลับมาจากพื้นที่ที่มีการระบาด ส่งตรวจและสอบถามรายละเอียดได้ที่ ศูนย์รวมบริการกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ศูนย์ประสานงานตรวจวิเคราะห์และเฝ้าระวังโรคทางห้องปฏิบัติการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จังหวัดนนทบุรี โทรศัพท์ 0 2951 1485, 0 2951 0000 ต่อ 98340
ทางด้านกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ แจ้งว่า ตามที่ได้เกิดสถานการณ์การระบาดของไวรัสนิปาห์ (NIPAH) ในพื้นที่รัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดีย ตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2569 ส่งผลให้ปัจจุบันมีคนในพื้นที่ติดเชื้อ และเสียชีวิต โดยทางการอินเดียได้เร่งดำเนินมาตรการควบคุมโรค กักกันและติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดในพื้นที่แล้ว กรมการกงสุล ขอแนะนำให้คนไทยที่พำนักอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงผู้ที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวหรือแสวงบุญที่พุทธคยาและพื้นที่ใกล้เคียงให้เพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติตนระหว่างการพำนักในพื้นที่ดังกล่าว โดยขอให้ติดตามข่าวการแพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์จากทางการอินเดียอย่างใกล้ชิด รักษาสุขอนามัย โดยล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำสบู่หลังการสัมผัสสัตว์หรือไปในพื้นที่เสี่ยง สวมหน้ากากอนามัย เมื่อเดินทางเข้าพื้นที่เสี่ยงหรือที่มีผู้คนหนาแน่น หลีกเลี่ยงการรับประทานผลไม้ที่มีรอยกัดหรือผลไม้ที่ตกอยู่บนพื้น ควรล้างผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทาน ปรุงอาหารให้สุกก่อนรับประทาน หลีกเลี่ยงการสัมผัสและใกล้ชิดกับผู้ป่วยหรือสัตว์ป่วย และสังเกตอาการป่วยของตนเองเพื่อการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงที
ทั้งนี้ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการเดินทาง สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ที่เว็บไซต์กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ที่ https://ddc.moph.go.th หรือสอบถามสายด่วนกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข หมายเลข 1422 และกรณีต้องการขอรับความช่วยเหลือเร่งด่วน สามารถติดต่อสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองกัลกัตตา ได้ที่หมายเลข +91 983 0260382 หรือสายด่วน Call Center กรมการกงสุล ที่หมายเลข 0-2572-8442 ตลอด 24 ชั่วโมง








