TCCA ผนึกกำลังรัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา พัฒนานวัตกรรม CCUS วางรากฐานเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ หนุนไทยสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน

โครงการภาคีเครือข่ายพันธมิตรด้านการดักจับ การใช้ประโยชน์และการกักเก็บคาร์บอนแห่งประเทศไทย (Thailand CCUS Alliance: TCCA) เดินหน้าขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ เพื่อยกระดับการพัฒนาเทคโนโลยี Carbon Capture, Utilization and Storage (CCUS) ของไทย รองรับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว และการบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero ในอนาคต

ความร่วมมือครั้งนี้ได้รับการเสริมความแข็งแกร่งจากการเข้าร่วมเป็นภาคีของ “กลุ่มบริษัท Apave” จากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำระดับโลกด้านการทดสอบ ตรวจสอบ และรับรองมาตรฐาน (Testing, Inspection and Certification: TIC) การเข้ามาของ Apave ช่วยเติมเต็มองค์ความรู้ด้านเทคนิค มาตรฐานความปลอดภัย และการบริหารความเสี่ยงของโครงการ CCUS ในประเทศไทย พร้อมตอกย้ำบทบาทภาคเอกชนในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ขณะเดียวกัน TCCA ได้จัดกิจกรรมศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ณ สถาบันการศึกษาชั้นนำ 2 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาควิชาการกว่า 30 หน่วยงาน เข้าร่วมศึกษาการดำเนินงานของห้องปฏิบัติการจริง และเรียนรู้เทคโนโลยี CCUS ขั้นสูง อาทิ การผลิตเมทานอลจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงพาณิชย์ กระบวนการดักจับ CO₂ ทั้งก่อนและหลังการเผาไหม้ การกักเก็บคาร์บอนในชั้นหินและเทคโนโลยีไฮเดรต รวมถึงวัสดุดูดซับสมัยใหม่อย่าง Metal-Organic Frameworks (MOFs) และเทคโนโลยี Green Steel ควบคู่การใช้ไฮโดรเจนร่วมกับการดักจับคาร์บอน

นอกจากนี้ หนึ่งในภารกิจสำคัญของ TCCA คือการรวบรวมข้อมูลระดับความพร้อมของเทคโนโลยี (Technology Readiness Level: TRL) ของโครงการ CCUS ที่ดำเนินการอยู่ในประเทศ เพื่อจัดทำ “ฐานข้อมูล CCUS แห่งชาติ” ใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการกำหนดนโยบาย การวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

การเข้าร่วมของ Apave ยังช่วยเสริมศักยภาพประเทศไทยในด้านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานระบบ CCUS การให้คำปรึกษาทางเทคนิค การประเมินความเสี่ยงและความปลอดภัยของโครงการ ตลอดจนการพัฒนาทักษะแรงงานด้านเทคโนโลยี CCUS ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อถือและความพร้อมในการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม

ความร่วมมือดังกล่าวก่อให้เกิดประโยชน์เชิงรูปธรรมต่อประเทศ ทั้งการยกระดับนวัตกรรมพลังงานสะอาด ลดต้นทุนจากการทดลองและการเรียนรู้ พัฒนาบุคลากรไทยให้มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต สนับสนุนภาคอุตสาหกรรมในการลดการปล่อยคาร์บอน และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำระดับโลก

ทั้งนี้ บทบาทของ TCCA ในการเชื่อมโยงความร่วมมือเชิงระบบระหว่างรัฐ ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษา ถือเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันเทคโนโลยี CCUS ของไทยให้ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมปูทางสู่การบรรลุเป้าหมาย Net Zero และสร้างความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนให้กับคนรุ่นต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง