นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประธานกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แถลงความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุมาศ และเครื่องประกอบ เนื่องในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมด้วยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศฯ นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร และผู้เกี่ยวข้องร่วมงาน
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อวันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม 2568 ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้นำความเศร้าโศกเสียใจมาสู่พสกนิกรทั่วประเทศ ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงที่ทรงมีต่อประเทศชาติและพสกนิกร ตลอดพระชนมชีพ รัฐบาลในฐานะตัวแทนของปวงชนชาวไทย ได้แต่งตั้งคณะกรรมการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ให้เป็นไปตามพระราชประเพณีและสมพระเกียรติยศทุกประการ โดยได้กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ที่ปรึกษาการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในครั้งนี้ รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากรดำเนินการออกแบบและจัดสร้างพระเมรุมาศและสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ การบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ การออกแบบพระหีบจันทน์พระโกศจันทน์ และเครื่องสังเค็ดในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ซึ่งบัดนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุมัติให้จัดสร้างตามรูปแบบที่รัฐบาล
กราบบังคมทูลพระกรุณาแล้ว
ด้านการออกแบบ กรมศิลปากรได้ยึดหลักการออกแบบพระเมรุมาศให้ถูกต้อง ตามโบราณราชประเพณี และมีความงดงามทางรูปแบบศิลปกรรม ทั้งสื่อแนวคิดซึ่งสะท้อนถึงพระราชจริยวัตร และพระมหากรุณาธิคุณ
ต่อพสกนิกรชาวไทย ประกอบด้วยหลังคาซ้อน 7 ชั้นเชิงกลอนเสมอด้วยพระมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง ส่วนปลียอดเป็นรูปพรหมพักตร์สื่อถึงการเสด็จสู่พรหมโลกหลังการสวรรคตและสื่อถึงพระราชสมัญญา “แม่ของแผ่นดิน” ที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเสมือนมารดาดูแลรักษาบุตร จึงอาจกล่าวได้ว่าทรงเป็นดังพรหมของบุตร คือ พสกนิกรชาวไทยทั้งปวง ที่ยอดบนสุดของพระเมรุมาศประดับนพปฎลมหาเศวตฉัตร หรือฉัตร 9 ชั้น เพื่อแสดงถึงพระบรมราชอิสริยยศชั้นสูงสุด
ด้านแผนผัง พระเมรุมาศมีแผนผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทรงปราสาท ออกมุข 4 ด้าน ตั้งอยู่เหนือฐานชาลา 2 ชั้น
ที่ตกแต่งด้วยรูปเทวดา สื่อถึงการเสด็จสู่สวรรคาลัย หลังคาสีฟ้าหม่น สลับสีปีกแมลงทับ หน้าบันแต่ละด้านประดับอักษรพระนามาภิไธย ส.ก. บนพื้นสีฟ้า เป็นสีประจำวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพ พื้นหลังสีชมพู ซึ่งเป็นสีแห่งศรีของวันพระราชสมภพ ซุ้มหน้าบันจัดสร้างในลักษณะซุ้มหน้านาง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงมงกุฎ และสร้อยพระศอที่เคยทรงขณะดำรงพระชนมชีพ ส่วนลายประกอบสำหรับตกแต่งพระเมรุมาศได้รับแรงบันดาลใจมาจากพรรณไม้ต่างๆ ที่เนื่องด้วยพระนาม “สิริกิติ์” ส่วนฉากบังเพลิง จัดปักโดยฝีมือช่างสถาบันสิริกิติ์ ซึ่งถือกำเนิดจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ด้านภูมิทัศน์โดยรอบพระเมรุมาศ จัดวางตามแนวคิดภูมิจักรวาล ประดับด้วย สระทรงกลมรายรอบ ด้วยรูปสัตว์
หิมพานต์และตัวละครจากเรื่องรามเกียรติ์ สื่อถึงพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์การแสดงโขน นอกจากนี้ ยังมีสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ ได้แก่ พระที่นั่งทรงธรรม ศาลาลูกขุน ทับเกษตร และทิม สำหรับเป็นที่ประทับ และรับรองทูตานุทูต ตลอดจนแขกที่เข้าร่วมพิธี
ด้านการจัดสร้างพระหีบจันทน์ และพระโกศจันทน์ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร อยู่ระหว่างการขยายแบบและลวดลายเพื่อจัดสร้าง โดยขณะนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้จัดส่งไม้จันทน์หอมให้กับกระทรวงวัฒนธรรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายแบบและลวดลายเพื่อจัดสร้างต่อไป
ในส่วนพระโกศพระบรมอัฐิ ทำด้วยทองคำลงยาราชาวดีประดับรัตนชาติ รูปทรง 8 เหลี่ยมยอดทรงมงกุฎตามรูปแบบที่สืบทอดมาแต่โบราณ
นอกจากนั้น ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดสร้างเครื่องสังเค็ดสำหรับพระราชทานไปยังพระอารามหลวงและศาสนสถานต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วย โต๊ะหมู่ ตู้หนังสือ โต๊ะทำงานพร้อมชั้นหนังสือและเก้าอี้ จัดสร้างจำนวน 4 แบบ และโคมไฟ ซึ่งได้รับพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย และพระราชทานพระบรมราชานุมัติ ให้ดำเนินการจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว
สำหรับกำหนดการจัดสร้างพระเมรุมาศในครั้งนี้ จะเริ่มก่อสร้างในเดือนกุมภาพันธ์ และจะแล้วเสร็จในเดือนตุลาคม 2569 จากนั้น รัฐบาลจะนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เพื่อกำหนดวันประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพต่อไป








