นายกฯ สั่งการเฝ้าระวังการแพร่ระบาด “ไวรัสนิปาห์” อย่างใกล้ชิด คัดกรองผู้โดยสารจากอินเดีย 3 สนามบิน สธ. ยืนยันยังไม่พบผู้ป่วยในไทย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) อย่างใกล้ชิด ภายหลังมีรายงานพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 5 ราย และผู้สัมผัสใกล้ชิดกว่า 180 คน ในรัฐเบงกอลตะวันตก สาธารณรัฐอินเดีย เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ และยังไม่มีรายงานผู้ป่วยในประเทศ อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการเฝ้าระวังและการคัดกรองผู้เดินทาง ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในสนามบินนานาชาติ 3 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานดอนเมือง สุวรรณภูมิ และภูเก็ต เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศ ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังโรคและการประเมินความเสี่ยงเชิงรุก โดยสั่งการให้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและท่าอากาศยาน ดำเนินมาตรการตั้งจุดคัดกรองผู้โดยสารที่เดินทางมาจากประเทศอินเดีย ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค หากพบผู้ที่มีอาการเข้าได้กับโรค จะมีการคัดกรองเพิ่มเติม ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ และดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดทันที

นอกจากนี้ ยังได้เตรียมความพร้อมด้านระบบสาธารณสุขของประเทศไทย ทั้งด้านบุคลากร เวชภัณฑ์ และแนวทางการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งประสานติดตามข้อมูลสถานการณ์อย่างใกล้ชิดกับองค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการประเมินความเสี่ยงและยกระดับมาตรการเฝ้าระวังอย่างเหมาะสม นอกจากนี้โรคดังกล่าวยังไม่มียารักษาและวัคซีนป้องกัน รัฐบาลจึงขอความร่วมมือประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์พาหะหรือการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาด

ทางด้าน นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค แถลงข่าวประเด็น “โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus Disease)” โดย นพ.โสภณ กล่าวว่า กรมควบคุมโรคได้ติดตามการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในประเทศอินเดียอย่างใกล้ชิด ซึ่งสถานการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน มีรายงานผู้ป่วยยืนยัน 2 รายเท่าเดิม เป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานโรงพยาบาลเดียวกันในเมืองบาราซัต (Barasat) รัฐเบงกอลตะวันตก ทั้งนี้ โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เป็น 1 ใน 13 โรคติดต่ออันตรายตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อต่อ พ.ศ. 2558 ต้องรายงาน เมื่อพบผู้ป่วยภายใน 3 ชั่วโมง ซึ่งจนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่เคยพบผู้ป่วยในประเทศไทย มีรายงานผู้ป่วยจากต่างประเทศเท่านั้น ล่าสุดคือรัฐเบงกอลตะวันตก ซึ่งแม้จะอยู่ไกลประเทศไทยแต่มีเที่ยวบินตรงมาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต กรมควบคุมโรค จึงมีการเฝ้าระวังคัดกรองผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งสะท้อนถึงมาตรการความพร้อมรับมือของประเทศไทย และยังคงติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดร่วมกับองค์การอนามัยโลก ขณะที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้เตรียมความพร้อมเรื่องการตรวจทางห้องปฏิบัติการให้รู้ผลภายใน 6-8 ชั่วโมง และกรมการแพทย์ได้ประชุมผู้เชี่ยวชาญเพื่อปรับปรุงมาตรฐานแนวทางการรักษาผู้ป่วยจากเชื้อไวรัสนิปาห์แล้วเช่นกัน

จากการเฝ้าระวัง พบผู้เดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง มีอาการไข้ อาการทางเดินหายใจ หรืออาการเข้าข่ายสงสัย ร่วมกับประวัติเดินทางกลับจากพื้นที่ระบาดภายใน 21 วัน แต่จากการสอบสวนโรคและเก็บตัวอย่างส่งตรวจ ยังไม่พบไวรัสนิปาห์ มาตรการที่ใช้ในขณะนี้ถือว่ามีความเข้มข้นในระดับที่เหมาะสม ไม่กระทบกับการเดินทางระหว่างประเทศ ประชาชนสามารถเดินทางได้ตามปกติ โดยขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด

พญ.จุไร กล่าวว่า การติดเชื้อไวรัสนิปาห์มาจากช่องทางหลัก คือ การสัมผัสสารคัดหลั่งของค้างคาว (น้ำลาย ปัสสาวะ อุจจาระ เลือด) การบริโภคอาหารหรือสิ่งปนเปื้อนสารคัดหลั่งของค้างคาว เช่น ผลไม้ที่ตกหล่น หรือมีร่องรอยการกัดแทะ สัมผัสสัตว์ที่ป่วยจากไวรัสนิปาห์ เช่น สุกร และช่องทางอื่น ได้แก่ สัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วยยืนยันโดยต้องเป็นการสัมผัสใกล้ชิดมาก ๆ โดยเชื้อไวรัสนิปาห์มี 2 สายพันธุ์คือ สายพันธุ์บังกลาเทศ ที่มีความรุนแรงสูง และสายพันธุ์มาเลเซียที่รุนแรงน้อยกว่า แต่ความสามารถในการแพร่เชื้อ (RO) ถือว่ายังต่ำคือ  0.2 – 0.8 หรือผู้ป่วย 1 คนแพร่เชื้อคนรอบข้างได้ไม่ถึง 1 คน เมื่อเทียบกับโควิด (สายพันธุ์โอมิครอน) และไข้หวัดใหญ่ที่มีความสามารถแพร่เชื้อ 8 – 10 และ 1.2 – 2.0 ตามลำดับ ดังนั้น นิปาห์โอกาสแพร่เชื้อจากคนสู่คนจึงค่อนข้างยาก ส่วนค้างคาวแม่ไก่ในประเทศไทย พบเชื้อไวรัสนิปาห์ประมาณ 10% ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับค้างคาวในอินเดียที่พบ  40 – 50% และจากงานวิจัยไม่พบว่าสุกรหรือประชาชนในพื้นที่ที่มีค้างคาวแม่ไก่มีรายงานการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ รวมทั้งการศึกษาจากน้ำไขสันหลังของผู้ป่วยไข้สมองอักเสบย้อนหลังก็ไม่เคยพบไวรัสนิปาห์เช่นกัน

สำหรับประชาชนที่อาศัยบริเวณที่มีค้างคาวและกังวลเรื่องความปลอดภัย มีข้อแนะนำ คือ

1. ความปลอดภัยด้านอาหารและน้ำดื่ม ห้ามเก็บผลไม้ที่ร่วงหล่นหรือมีรอยกัดแทะมากิน ผลไม้ต้องล้างและปอกเปลือกก่อนรับประทาน เน้นอาหารถูกสุขลักษณะ และการกำจัดขยะในสิ่งแวดล้อมไม่ให้เป็นแหล่งแพร่เชื้อ

2. การดูสัตว์เลี้ยง/สัตว์เศรษฐกิจ โดยเฉพาะสุกร ไม่ควรเลี้ยงในบริเวณที่ค้างคาวอยู่หรือใต้ต้นไม้ที่มีค้างคาวเกาะ เพื่อป้องกันมูลค้างคาวตกสู่คอกสุกร ไม่นำผลไม้ที่มีรอยกัดแทะมาเลี้ยงสุกร และหากสัตว์ป่วยทางเดินหายใจตาย
ให้แจ้งปศุสัตว์ทันที

3. ปิดแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคให้มิดชิดป้องกันมูลและปัสสาวะค้างคาว

4. ห้ามจับสัมผัสค้างคาวที่มีชีวิตหรือตายด้วยมือเปล่า หากจำเป็นต้องจัดการซากค้างคาวให้สวมถุงมือและหน้ากากอนามัย ฝังกลบโรยด้วยปูนขาว

5. เฝ้าระวังตนเอง หากมีไข้สูง ปวดศีรษะ ซึม สับสน ไอ หายใจเหนื่อย ให้พบแพทย์ทันทีและแจ้งประวัติเสี่ยง

ส่วน 4 มาตรการเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ ได้ดำเนินการ ดังนี้

1. เสริมความเข้มแข็งระบบเฝ้าระวัง 3 ส่วน คือ

– ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ โดยคัดกรองผู้เดินทางจากรัฐเบงกอลตะวันตก หากพบผู้ป่วยสงสัยจะแยกกักและส่งต่อโรงพยาบาล

– สถานพยาบาล เพิ่มความไวการเฝ้าระวัง ปรับแนวทางการรักษา เฝ้าระวัง/สอบสวนโรค และแจ้งเตือนแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติเดินทาง/สัมผัสเสี่ยง

– ชุมชน โดยเสริมระบบแจ้งเตือนผ่านอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หรืออาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) เพื่อรายงานเหตุผิดปกติในพื้นที่

2. เตรียมพร้อมรองรับผู้ป่วย/ผู้ป่วยสงสัย โดยเตรียมความพร้อมห้องปฏิบัติการในการตรวจระดับ BSL-3 (หรือ Biosafety Level 3 คือ กระบวนการชันสูตรโรค วิเคราะห์ หรือวิจัยเชื้อโรคอันตรายรุนแรงที่แพร่กระจายผ่านอากาศและอาจถึงแก่ชีวิต (Risk Group 3) ) สถานพยาบาลเตรียมห้องแยกควบคุมการติดเชื้อและอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล และป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล โดยแยกกักผู้ป่วยต้องสงสัย ใช้ PPE ตามความเสี่ยง และจัดระบบส่งต่อ เก็บสิ่งส่งตรวจอย่างปลอดภัย

3. สื่อสารความเสี่ยงเชิงรุกต่อประชาชน โดยผู้จะเดินทางไปอินเดียให้ติดตามข้อมูลสถานการณ์จากแหล่งข้อมูลทางการ หลีกเลี่ยงไปพื้นที่ที่มีรายงานระบาด หลีกเลี่ยงการสัมผัสค้างคาว สุกร หรือสัตว์ป่าทุกชนิด หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีค้างคาวอาศัยอยู่ เช่น ถ้ำ สวนผลไม้ หรือที่พบมูลค้างคาว ไม่รับประทานผลไม้ที่มีร่องรอยการกัดแทะ หลีกเลี่ยงดื่มน้ำผลไม้สดหรือน้ำอินทผลัมสดที่ไม่ได้ผ่านการต้มสุก หลีกเลี่ยงการเข้าไปในโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น ไม่ใกล้ชิดผู้ที่มีอาการไข้ ไอ หายใจลำบาก หรือมีอาการผิดปกติทางระบบประสาท สวมหน้ากากอนามัยในสถานที่แออัดและรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล หลังกลับประเทศไทยให้สังเกตอาการ 21 วัน หากมีไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ไอ และอาการทางเดินหายใจหรือทางระบบประสาท ให้รีบพบแพทย์ทันทีและแจ้งประวัติการเดินทาง

4. บูรณาการ One Health โดยประสานกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมปศุสัตว์ และสถาบันวิชาการ เฝ้าระวังค้างคาวแม่ไก่/สัตว์เลี้ยง และเตรียมแผนตอบโต้เมื่อพบผู้ป่วยต้องสงสัย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง