นายกฯ กำชับ ทุกหน่วยเร่งแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 เตือนห้ามลักลอบเผาในพื้นที่ป่า พื้นที่เกษตร และที่โล่งย้ำโทษหนักทั้งปรับและจำคุกสูงสุด 20 ปี ปรับ 2 ล้านบาท

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่ากรณีที่มีการเผาแปลงเกษตรกรรมในพื้นที่ จังหวัดนครนายก จนทำให้จังหวัดใกล้เคียงนครนายก รวมถึงกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล มีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 อยู่ในระดับสีแดง จึงได้สั่งการและกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ดำเนินการ ซึ่งมีกฎหมายกำหนดไว้อยู่แล้วว่า “ห้ามเผาเศษซากพืชผลทางการเกษตร” พร้อมกำชับในเรื่องของการดำเนินคดี และให้ลดการเผาอย่างเด็ดขาด โดยผู้ฝ่าฝืนจำเป็นต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ร่วมบูรณาการกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งแก้ปัญหา โดยได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบังคับใช้กฎหมายและมาตรการต่างๆ อย่างเคร่งครัดและเข้มงวดเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมาโดยไม่มีข้อยกเว้น

ด้านนางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้กำชับทุกหน่วยงาน ติดตามสถานการณ์ปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองอย่างใกล้ชิด พร้อมใช้มาตรการทางกฎหมายการควบคุมการเผาในที่โล่ง และเขตควบคุมการเผาอย่างเคร่งครัด ย้ำเตือนเกษตรกรลักลอบเผาในพื้นที่ป่า พื้นที่เกษตรและที่โล่ง มีโทษทั้งปรับและจำคุก หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนี้

การเผาในพื้นที่ตนเองหรือในพื้นที่สาธารณะทั่วไปจนเกิดเหตุรำคาญ เช่น การเผาขยะมูลฝอย เผาสิ่งต่าง ๆ กลางแจ้ง เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจออกคำสั่งให้ระงับเหตุรำคาญดังกล่าว หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น มีความผิดตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน
3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การเผาในพื้นที่ข้างทางหรือถนน ภายในระยะห่างไม่เกิน 500 เมตรจากทางเดินรถ เป็นเหตุให้เกิดควันหรือสิ่งอื่นใดที่อาจทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยแก่การจราจรในทางเดินรถ มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท

การเผาในพื้นที่เกษตรกรรม เช่น เผาไร่อ้อย เผาตอซังข้าว หรือเผาในที่โล่ง จนน่าจะเป็นอันตรายต่อผู้อื่นและทรัพย์ของผู้อื่น มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 220 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การเผาป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหรือในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน
4-20 ปี ปรับตั้งแต่ 400,000 – 2,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การเผาป่าในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้ง 20,000 – 200,000 บาท ในกรณีบุคคลใดเผาป่าเป็นเนื้อที่เกินกว่า 25 ไร่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4-20 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000 – 2,000,000 บาท

โดย รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชน เกษตรกร ให้ความร่วมมือห้ามเผา เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาที่กระทบทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ที่สำคัญกระทบต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และส่งผลเสียต่อสุขภาพหลายระบบ หากพบเห็นการเผาป่า เผาขยะ หรือเผาในที่โล่งแจ้ง แจ้งได้ทันทีที่สายด่วนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 1784  สายด่วนกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช 1362  ศูนย์ดำรงธรรม 1567 หรือตำรวจ 1599 (ตลอด 24 ชม.) เพื่อช่วยลดฝุ่น PM 2.5 และการลักลอบเผาที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ

ทั้งนี้ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 เรื่อง มาตรการบริหารจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก ไม่เกิน 2.5 ไมครอน ภาคการเกษตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 โดยกำหนดช่วงเวลาห้ามเผาในพื้นที่การเกษตร ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 และกำหนดให้เกษตรกรที่มีประวัติการเผาในพื้นที่การเกษตร จะไม่ได้รับสิทธิในการเข้าร่วมโครงการสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพเกษตรกรทุกโครงการโดยเป็นการขาดคุณสมบัติในการเข้าร่วมโครงการสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพเกษตรกรนับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2571 ยกเว้นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตร

ทางด้าน นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารด้านความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า จากเหตุไฟไหม้ทุ่งนาในพื้นที่จังหวัดนครนายก เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ซึ่งเกิดการลุกลามเป็นวงกว้างกว่า 20,000 ไร่ ส่งผลให้เกิดกลุ่มควันและฝุ่นละออง PM2.5 ปริมาณมาก พัดเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ในวันที่ 28 มกราคม 2569 จนถึงวันที่ 29 มกราคม 2569 ค่าฝุ่น PM2.5 ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อยู่ในระดับที่ส่งผลกระทบกับสุขภาพของประชาชน เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ควรถูกมองหรือสื่อสารในลักษณะการกล่าวโทษเกษตรกรเพียงฝ่ายเดียว เนื่องจากปัญหาการเผาในที่โล่ง โดยเฉพาะการเผาตอซังและฟางข้าว เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่มีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายด้าน อาทิ ต้นทุนการผลิต ระบบและการเข้าถึงเครื่องจักรกลทางการเกษตร การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว รวมถึงข้อจำกัดด้านเวลาและแรงงานของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ ด้วยเหตุนี้ กรุงเทพมหานครจึงได้ปรับแนวทางการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 จากการแก้ไขที่ปลายทาง มาเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ และให้ความสำคัญกับการสนับสนุนเกษตรกรให้มีทางเลือกในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร โดยไม่ต้องพึ่งพาการเผา ซึ่งแนวทางดังกล่าวได้มีการดำเนินงานร่วมกับจังหวัดนครนายกอย่างต่อเนื่อง ก่อนเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้แล้ว

โดยตลอดช่วง 3–4 เดือนที่ผ่านมา กรุงเทพมหานคร และจังหวัดนครนายก ได้หารือและทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ผ่านกลไกของคณะทำงานความร่วมมือเพื่อควบคุมและบริหารจัดการปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 จากการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ยกระดับการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงการเผา โดยใช้ข้อมูลด้านคุณภาพอากาศ สภาพอุตุนิยมวิทยา และอัตราการระบายอากาศ (Ventilation Rate) เมื่อกรุงเทพมหานครประเมินว่ามีความเสี่ยงจากสภาพอากาศปิดและอาจเกิดการเคลื่อนตัวของฝุ่นเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร จะประสานกับจังหวัดนครนายก ล่วงหน้าอย่างน้อย 3–5 วัน เพื่อให้สามารถควบคุมพื้นที่ ลดกิจกรรมเสี่ยง และเตรียมมาตรการเชิงรุกในพื้นที่ต้นทางได้อย่างทันท่วงที ซึ่งแนวทางดังกล่าวช่วยลดความรุนแรงของสถานการณ์ฝุ่นในหลายช่วงที่ผ่านมา

กรุงเทพมหานครตระหนักดีว่า การลดการเผาในภาคเกษตรจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน ต้องมีเครื่องมือ เทคโนโลยี และการสนับสนุนที่เหมาะสม จึงได้ร่วมกับ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) พัฒนาโครงการนำร่องการจัดการตอซังและฟางข้าวแบบไม่เผา เพื่อสร้างต้นแบบที่สามารถขยายผลได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่

   • การสนับสนุนจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง–ฟางข้าว สำหรับพื้นที่นำร่องกว่า 1,000 ไร่ โดยใช้เทคโนโลยีการฉีดพ่นด้วยโดรน ที่ใช้น้ำเพียงประมาณ 8 ลิตรต่อไร่ ไม่จำเป็นต้องนำน้ำเข้าแปลงนา และสามารถใช้แหล่งน้ำทั่วไป ลดภาระและต้นทุนของเกษตรกร

   • หลังการฉีดพ่น ใช้ระยะเวลาการย่อยสลายประมาณ 20–25 วัน ซึ่งสอดคล้องกับรอบการปลูกข้าว ก่อนทำการไถกลบ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เกษตรกรต้องดำเนินการอยู่แล้วตามปกติ

   • ซากฟางที่ผ่านการย่อยสลายสามารถเปลี่ยนเป็นอินทรีย์วัตถุและปุ๋ยบำรุงดิน ช่วยลดต้นทุนด้านปุ๋ยเคมีในระยะยาว

   • มีนักวิทยาศาสตร์ดิน (Soil Scientist) ลงพื้นที่ติดตามและประเมินผลการย่อยสลาย รวมถึงตรวจวัดคุณภาพดิน เพื่อจัดเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์สำหรับการขยายผลในอนาคต

นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ร่วมแก้ปัญหา ได้แก่

   • GIZ (ประเทศเยอรมนี) ในการสนับสนุนกรอบการจัดการการเผาและการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ให้เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น

   • ภาคเอกชนและหน่วยงานด้านเครื่องจักรกลการเกษตร ในการสนับสนุนเครื่องมือและระบบจัดการ
ตอซัง เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มทางเลือกให้แก่เกษตรกร

เหตุการณ์ไฟไหม้พื้นที่เกษตรในจังหวัดนครนายกครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญ ที่ตอกย้ำถึงความจำเป็นในการเร่งขยายมาตรการสนับสนุนเกษตรกร และยกระดับความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานคร จังหวัดต้นทาง และภาคีทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดซ้ำ และลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้างอย่างยั่งยืนในอนาคต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง