“อนุทิน” ร่วมคณะติดตามการฟื้นฟูพื้นที่บึงบอระเพ็ด สร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน

พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมติดตามการพัฒนาพื้นที่บึงบอระเพ็ด ที่จังหวัดนครสวรรค์ จากนั้นได้ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจผู้ประกอบการ OTOP ซึ่งได้พัฒนาผลิตภัณฑ์จากผลผลิต ในพื้นที่บึงบอระเพ็ด อาทิ น้ำรากบัว ไอศกรีมรากบัว ปลาย่างรมควัน ผ้าใยบัว และติดตามโครงการพัฒนาพื้นที่พร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณพื้นที่บึงบอระเพ็ด โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง พร้อมเยี่ยมชมการสาธิตการผลิตวัสดุปรับปรุงดินจากเศษวัชพืชในบึงบอระเพ็ด และเยี่ยมชมการปรับสภาพพื้นที่ เพื่อทำนาแบบเปียกสลับแห้งด้วยระบบเลเซอร์ โดยเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด การลงพื้นที่ตรวจติดตามการพัฒนาพื้นที่บึงบอระเพ็ดในครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 14 ซึ่งตลอดช่วงที่ผ่านมา จังหวัดนครสวรรค์ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนการอนุรักษ์ และฟื้นฟูบึงบอระเพ็ดให้มีระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์มีความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นพื้นที่บริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ ยึดหลักการทำงานแบบบูรณาการ พร้อมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่บึงบอระเพ็ดในทุกมิติ ทั้งด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำการบริหารจัดการระบบนิเวศ โดยการนำวัชพืชน้ำมาแปรรูปเป็นวัสดุปรับปรุงดินการบริหารจัดการพื้นที่ ส่งเสริมการปรับวิถีการเกษตรสู่การปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ และส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนควบคู่กับการพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์จาก
บึงบอระเพ็ด เพื่อสร้างอาชีพสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ มีสมญานามว่า “ทะเลเหนือ” หรือ “จอมบึง” เนื่องด้วยเป็นทะเลสาบ น้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ มีเนื้อที่ถึง 132,737 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ คือ อำเภอเมืองนครสวรรค์ ชุมแสง และท่าตะโก ในอดีตเคยเป็นแหล่งอาศัยของจระเข้ และพันธุ์ไม้น้ำจำนวนมาก นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งรวมพันธุ์ปลาน้ำจืดที่หายาก เช่น ปลาเสือตอ และปลากะโห้ โดยได้รับการประกาศให้เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ตั้งแต่ปี 2518 และได้มีการค้นพบ นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร (White-eyed River-Martin : Pseudochelidon sirintarae) เป็นครั้งแรกในโลกที่บึงน้ำแห่งนี้ และจากการสำรวจเพิ่มเติม ได้พบนกในบึงบอระเพ็ดแล้วไม่ต่ำกว่า 190 ชนิด โดยเฉพาะนกน้ำ ที่พบมากกว่า 100 ชนิดจากพันธุ์นกน้ำที่พบในประเทศไทย 187 ชนิด (ข้อมูล ณ พ.ศ. 2554) สะท้อนว่าบึงบอระเพ็ดเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญยิ่งในระดับโลก ทั้งยังเอื้อให้เกิดประโยชน์ในด้านกสิกรรม การประมงน้ำจืดของแหล่งชุมชนที่อาศัยโดยรอบพื้นที่ และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวศึกษาธรรมชาติที่สวยงาม อุดมสมบูรณ์ และทรงคุณค่าที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย สำหรับสถานการณ์น้ำของบึงบอระเพ็ดในปี 2569 (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ม.ค. 69) อยู่ในเกณฑ์ดี มีปริมาณน้ำอยู่ที่ 221.94 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 94.54 ของความจุที่ 234.77 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาถึง 72.71 ล้านลูกบาศก์เมตร

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพ มีความหลากหลาย ทันสมัย มีมาตรฐาน สอดรับกับความต้องการของตลาด ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชนได้รับความร่วมมือบูรณาการจากหน่วยงานต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลิตภัณฑ์ OTOP ได้รับการพัฒนาไปอย่างรุดหน้า ซึ่งเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ประชุมคณะทำงานดำเนินการคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย (OTOP Product Champion : OPC)

นายอรรษิษฐ์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา ภาคีเครือข่ายจากทุกหน่วยงานต่างเป็นกลไกสำคัญที่เสริมสร้างการ
บูรณาการให้เกิดการขับเคลื่อนพัฒนาผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP อาทิ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม ตลอดจนภาคเอกชน มูลนิธิ สมาคมต่าง ๆ ล้วนช่วยส่งเสริมให้ OTOP ก้าวไปข้างหน้า โดยมีกรมการพัฒนาชุมชน ซึ่งมี “พัฒนากร” เป็นบุคลากรด่านหน้าในส่วนภูมิภาคที่ทำงานใกล้ชิดประชาชนมากที่สุดในทุกหมู่บ้าน/ชุมชน เป็นหนึ่งใน 4 เสาหลัก การบริหารงานของอำเภอ ได้แก่ พัฒนากร เกษตรอําเภอ สาธารณสุขอําเภอ โดยมีปลัดอำเภอเป็นผู้ช่วยนายอำเภอบริหารจัดการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชน ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลโดยคณะกรรมการอำนวยการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์แห่งชาติ ให้ดำเนินการขับเคลื่อนโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปัจจุบันมีผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองจากจังหวัดและกรุงเทพมหานคร (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 68) รวมทั้งสิ้น 96,022 ราย/กลุ่ม จำแนกเป็นกลุ่มผู้ผลิตชุมชน 51,419 กลุ่ม ผู้ผลิตชุมชนที่เป็นเจ้าของรายเดียว 42,247 ราย และผู้ผลิตวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม 2,356 ราย มีจำนวนผลิตภัณฑ์ OTOP รวม 230,544 ผลิตภัณฑ์ จำแนกเป็น ประเภทอาหาร 91,297 ผลิตภัณฑ์ เครื่องดื่ม 12,633 ผลิตภัณฑ์ผ้าและเครื่องแต่งกาย 45,431 ผลิตภัณฑ์ ของใช้ ของตกแต่ง ของที่ระลึก 51,689 ผลิตภัณฑ์ และสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร 29,494 ผลิตภัณฑ์

ที่ผ่านมาได้มีการคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย ตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา ซึ่งในปัจจุบันจะดำเนินการคัดสรร 2 ปี/ครั้ง โดยในปี 2569 จะดำเนินการคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย โดยแต่งตั้งคณะทำงานกำหนดกรอบแนวทางและหลักเกณฑ์การคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย โดยมีรองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานคณะทำงาน และมีผู้แทนภาคีเครือข่ายทั้งภาคราชการ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่าง ๆ อาทิ ด้านบรรจุภัณฑ์ ด้านเทคโนโลยีการเกษตร ด้านอุตสาหกรรม ด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน ด้านสิ่งทอ ด้านการค้าระหว่างประเทศ ด้านอาหารและยา ร่วมเป็นคณะทำงาน

นายอรรษิษฐ์ กล่าวด้วยว่า ในปี 2569 คาดการณ์ว่าจะมีผลิตภัณฑ์ OTOP เข้ารับการคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย 17,383 ผลิตภัณฑ์ โดยเป็นประเภทอาหาร 4,729 ผลิตภัณฑ์ เครื่องดื่ม 785 ผลิตภัณฑ์ ผ้าและเครื่องแต่งกาย 6,535 ผลิตภัณฑ์ ของใช้ ของตกแต่ง ของที่ระลึก 4,138 ผลิตภัณฑ์ และสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร 1,196 ผลิตภัณฑ์ โดยมีคณะทำงานตรวจและให้ค่าคะแนนการคัดสรรฯ ระดับประเทศ ทั้งจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย รวมถึงกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งกระทรวงมหาดไทยโดยกรมการพัฒนาชุมชน จะได้ประกาศรับสมัครการคัดสรรฯ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2569 และจะดำเนินการคัดเลือกรอบระดับจังหวัด/กรุงเทพมหานคร ช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2569 จากนั้น จะดําเนินการคัดสรรในระดับประเทศช่วงเดือนกรกฎาคม 2569 และประกาศผลการคัดสรรฯ ในเดือนสิงหาคม 2569 ต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง