นายเผด็จ ลายทอง รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประธานเปิดงานวันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก ประจำปี 2569 ตรงกับวันที่ 2 กุมภาพันธ์ของทุกปี ที่สวนเบญจกิติ เขตคลองเตย เพื่อให้ประชาชนตระหนักและเห็นความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยปีนี้ สำนักเลขาธิการอนุสัญญาแรมซาร์ ได้กำหนดหัวข้อ “พื้นที่ชุ่มน้ำและภูมิปัญญาดั้งเดิม ร่วมฉลองมรดกทางวัฒนธรรม” ส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งเน้นให้ความสำคัญกับบทบาทของภูมิปัญญาดั้งเดิมและมรดกทางวัฒนธรรมในการรักษาระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ พื้นที่ที่หล่อเลี้ยงทุกชีวิต เปรียบเสมือนมรดกหรือสมบัติที่ทุกคนต้องร่วมกันปกป้อง
รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า พื้นที่ชุ่มน้ำมีมีความสำคัญอย่างมาก ถือเป็นแหล่งของการดำรงอยู่สำหรับผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณโดยรอบพื้นที่ชุ่มน้ำและสัตว์นานาชนิด โดยพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นตัวกลางของการรักษาระบบของความสมดุล ระหว่างธรรมชาติควบคู่กับการพัฒนา ความเจริญของบ้านเมือง จึงถือเป็นความท้าทายที่จะต้องบูรณาการการใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างสมดุล ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจร่วมกันระหว่างทุกฝ่ายและหากพื้นที่ไหนมีพื้นที่ชุ่มน้ำ เป็นการแสดงถึงความร่วมมือกัน ที่จะรักษาระบบนิเวศให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ ยกตัวอย่างเช่น ในกรุงเทพมหานคร ที่พยายามจะสร้างพื้นที่ของความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น สวนเบญจกิตติ ที่มีทั้งต้นไม้และแหล่งน้ำ ทำให้เห็นเหล่าสรรพสัตว์เข้ามาใช้ประโยชน์ รวมทั้งมีประชาชนที่เข้ามาใช้สถานที่เพื่อออกกำลังกาย ทำให้เห็นว่าทั้งหมดสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ทำให้สังคมเมืองน่าอยู่ขึ้นและเป็นสิ่งที่ไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าได้

ด้านนายธีระชุณ บุญสิทธิ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ บอกเพิ่มว่า ภารกิจของกรมทรัพยากรน้ำ พยามดำเนินการในสองเรื่องสำคัญคือ สถานภาพของพื้นที่ชุ่มน้ำ ด้วยการรักษาและพัฒนาในพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสมบูรณ์อยู่แล้ว ที่จะเข้าไปฟื้นฟูและปรับสถานภาพของการใช้ประโยชน์ อีกทั้งยังต้องการเข้าไปยกระดับพื้นที่ชุ่มน้ำให้มีมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น อย่างเช่นการเข้าไปยกระดับพื้นที่ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก (บางปู) จังหวัดสมุทรปราการ ที่พึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ หรือแรมซ่าไซด์ ลำดับที่ 16 ของประเทศไทย เนื่องจากเป็นสถานที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ อีกทั้งยังเป็นแหล่งอพยพของนกน้ำ จากประเทศออสเตรเลียด้วย ถือเป็นตัวบ่งชี้ว่าพื้นที่ชุ่มน้ำในประเทศไทยมีความสมบูรณ์ เพราะฉะนั้น ความร่วมมือของภาครัฐ เอกชนและภาคประชาชนมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะร่วมกันอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ ในประเทศไทยให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นในอนาคต








