สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ออกประกาศเรื่อง ห้ามบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (โดรน) ในพื้นที่ที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศในช่วงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ฉบับที่ 15) พ.ศ. 2569 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ เป็นการปรับมาตรการจากประกาศฉบับก่อนหน้า ภายหลังการประเมินสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง
CAAT ระบุว่า จากการติดตามสถานการณ์ภายหลังการบังคับใช้ประกาศฉบับที่ 14 พบว่าสถานการณ์โดยรวมมีแนวโน้มคลี่คลายลง จึงสามารถผ่อนคลายมาตรการควบคุมการใช้งานโดรนของภาคพลเรือนได้ในบางส่วน เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถดำเนินกิจกรรมได้ใกล้เคียงภาวะปกติ ขณะเดียวกันยังคงกำหนดมาตรการควบคุมที่จำเป็นในพื้นที่ด้านความมั่นคงและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ
สำหรับพื้นที่ที่ยังคงห้ามบิน ประกอบด้วย พื้นที่ที่มีการวางกำลังหรือปฏิบัติการภาคพื้นในระดับอำเภอ 7 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด พื้นที่ภายในรัศมี 9 กิโลเมตรจากสนามบินที่กำหนด รวมถึงพื้นที่ที่หน่วยงานพลังงานและหน่วยงานความมั่นคงประกาศห้ามเป็นการเฉพาะเพิ่มเติม ในหลายจังหวัดสำคัญ
ทั้งนี้ ในพื้นที่ห้ามบิน อนุญาตให้ปฏิบัติการบินได้เฉพาะกรณีที่มีความจำเป็น เช่น งานด้านการเกษตร การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ภารกิจเร่งด่วนเพื่อป้องกันความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน หรือการปฏิบัติงานของหน่วยงานรัฐตามอำนาจหน้าที่ โดยต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของพื้นที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด
CAAT กำหนดเงื่อนไขการปฏิบัติการบินโดรน อาทิ ผู้ใช้งานต้องขึ้นทะเบียนผู้บังคับโดรนและตัวอากาศยานกับ CAAT ให้ถูกต้อง ยื่นคำขออนุญาตล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน ผ่านระบบ UAS Portal ปฏิบัติการบินที่ความสูงไม่เกิน 90 เมตร บินได้ในช่วงเวลา 06.00–18.00 น. และห้ามบินในช่วงเวลา 00.01–04.00 น. ทุกกรณี รวมถึงต้องแจ้งรายละเอียดการบินต่อ CAAT และศูนย์บังคับและต่อต้านอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินก่อนทุกครั้ง
สำหรับโดรนของหน่วยงานรัฐ อาทิ ทหาร ตำรวจ ศุลกากร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสำนักข่าวกรองแห่งชาติ สามารถปฏิบัติการได้ตามอำนาจหน้าที่ โดยขอความร่วมมือแจ้งข้อมูลล่วงหน้าเมื่อมีการบินในพื้นที่ห้ามบิน
ทั้งนี้ ผู้ฝ่าฝืนประกาศดังกล่าว มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในกรณีจำเป็น เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารหรือหน่วยงานด้านความมั่นคงมีอำนาจดำเนินการตอบโต้ รวมถึงการใช้ระบบต่อต้านโดรน เพื่อรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ








