นายกฯ สั่งเดินหน้าปราบสแกมเมอร์ “ดีอี” เตือน มิจฉาชีพใช้ “AI Deepfake” หลอกโอนเงิน ย้ำ ไม่กดลิงก์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน ระงับบัญชีม้าแล้ว 1.18 ล้านบัญชี

จากการเน้นย้ำนโยบายปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ระบุว่า ต้องเร่งทำให้ความเดือดร้อนจากภัยสแกมเมอร์สูญสิ้นไปจากประเทศไทยให้ได้เพราะเป็นเรื่องที่ส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนทั้งเรื่องเงินและความเชื่อมั่นประชาชน ระบบเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนของประเทศ เป็นตัวชี้วัดผลงานรัฐบาล จึงเป็นที่มาของการประกาศให้ การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการสแกมเมอร์ เป็น “วาระแห่งชาติ” โดยได้มีการแต่งตั้ง คณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ 15 หน่วยงานหลักทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการเงิน เพื่ออุดช่องโหว่และตัดเส้นทางการเงินของผู้กระทำผิดเปลี่ยนจาก “การตั้งรับเป็นการรุกไล่” และผลงานเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สะท้อนความก้าวหน้าอย่างชัดเจนว่า ที่ผ่านมาได้อายัดทรัพย์เป็นจำนวนเงินหลายหมื่นล้านบาท เพิกถอนวีซ่า และผลักดันชาวต่างชาติออกนอกประเทศ กระทรวงมหาดไทยได้เพิกถอนสัญชาติ และกำจัดบัญชีม้าเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้สิ่งสำคัญคือการให้ความรู้ความเข้าใจสังคมเกี่ยวกับกลเม็ดการล่อลวงต่างๆ ของสแกมเมอร์ เพราะมักใช้ความไม่รู้ ความไม่เข้าใจของประชาชนเป็นอาวุธ และสิ่งที่ดีที่สุด คือ ทำให้ประชาชนรู้เท่าทัน จึงขอให้ยึดหลักเพียง 3 ข้อ “ไม่เชื่อ ไม่รีบ และไม่โอน” ซึ่งจะช่วยให้ทุกคนมีสติพิจารณารอบคอบและป้องกันการถูกล่อลวงได้

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้ข้อมูลว่า ในปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมากกว่าที่คิดไม่ว่าจะเป็น ภาพ วิดีโอ หรือเสียง ที่เห็นและได้ยินผ่านโลกออนไลน์เทคโนโลยีเหล่านี้มีประโยชน์มากแต่ในอีกด้านหนึ่ง กลับถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพเช่นกัน ขณะนี้ เทคโนโลยี “AI Deepfake” สามารถเลียนแบบ เสียง และ ภาพ ของคนใกล้ตัว หรือคนคุ้นเคยจนแทบแยกไม่ออกว่าสิ่งที่ได้ยินหรือเห็นนั้น เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องปลอม กระทรวงดีอี โดยศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ AOC 1441 ขอเตือนให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง และสร้างเกราะป้องกันให้กับตนเอง ซึ่งปัจจุบันมิจฉาชีพปรับกลโกงให้แนบเนียนยิ่งขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เลียนแบบเสียงของคนที่คุณรู้จักอาจเป็น พ่อ แม่ ลูก หลาน คนรัก หรือแม้แต่ เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ มิจฉาชีพจะนำเสียงตัวอย่างของบุคคลเหล่านั้น ไปให้ AI เรียนรู้และลอกเลียนจนได้เสียงที่ใกล้เคียงกับต้นฉบับมาก หรือเรียกว่า Voice Clone ซึ่งสามารถทำให้เสียงใกล้เคียงกับเจ้าของเสียงจริงมากจนแทบแยกไม่ออกว่าเป็นของจริงหรือของปลอม จากนั้นมิจฉาชีพจะเริ่มจากการโทรเข้ามาแล้วแอบอ้างว่าเป็นคนที่เรารู้จักเสียงที่ได้ยิน อาจเป็นเสียงของญาติสนิท คนรัก เพื่อนใกล้ตัว ผู้ใหญ่ที่เคารพ หรือแม้แต่คนดัง มิจฉาชีพจะสร้างสถานการณ์เร่งด่วน เช่น เกิดเหตุฉุกเฉิน ต้องใช้เงินทันทีเพื่อทำให้เหยื่อตกใจ สับสน และรีบตัดสินใจเมื่อความรัก ความห่วงใย และความกังวลเข้ามาแทนที่การไตร่ตรอง เหยื่อจำนวนมากจึงตัดสินใจ โอนเงินทันที โดยไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ชัดและเมื่อรู้ตัวอีกครั้งก็โอนเงินไปให้มิจฉาชีพแล้ว

ความไว้ใจอาจกลายเป็นช่องโหว่ให้มิจฉาชีพ ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ AOC 1441 ได้รับแจ้งคดีหลอกลวงในรูปแบบแอบอ้างเป็นบุคคลใกล้ชิด ในกรณีตัวอย่างนี้ผู้เสียหายได้รับโทรศัพท์จากบุคคลที่อ้างว่าเป็น “ลูกสาว” ที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย ปลายสายขอให้โอนเงินอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับกิจกรรมของมหาวิทยาลัย เสียงที่ได้ยิน เหมือนลูกสาวจริงๆ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินไปกว่า 100,000 บาท ต่อมา เมื่อได้ติดต่อพูดคุยกับลูกสาวตัวจริงและสอบถามถึงกิจกรรมดังกล่าว จึงพบว่า ไม่เคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้น ในขณะนั้นเองผู้เสียหายจึงรู้ตัวว่าเสียงที่โทรมาขอเงินก่อนหน้าคือเสียงที่ถูกปลอมขึ้นด้วย AI จากกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกลโกงที่มิจฉาชีพนำเทคโนโลยี AI Deepfake มาใช้หลอกลวง แต่สิ่งที่ช่วยป้องกันได้ดีที่สุดไม่ใช่เทคโนโลยีที่ซับซ้อน แต่คือ สติ และการรู้เท่าทันกลโกง ในยุคนี้อย่าเชื่อเพียงเพราะเห็น อย่าโอนเพียงเพราะได้ยินเสียงที่คุ้นเคย ตรวจสอบให้แน่ใจทุกครั้ง ก่อนตัดสินใจ และขอย้ำว่าไม่กดลิงก์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน เพียงหยุดคิดสักนิดก็ช่วยเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้

สำหรับความคืบหน้ามาตรการปราบปรามสแกมเมอร์ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า AOC 1441 ได้บูรณาการข้อมูลร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สถาบันการเงิน ระงับธุรกรรมที่ผิดปกติทันที โดยเร่งการอายัดบัญชีธนาคาร ลดขั้นตอนและเวลาในการอายัด เพื่อป้องกันการถ่ายโอนเงินไปยังบัญชีม้าอื่นๆ ตัดเส้นทางการเงิน โดยสามารถระงับบัญชีธนาคารตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 – 30 มกราคม 2569 จำนวน 1,183,326 บัญชี ขณะเดียวกัน กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการเร่งรัด ปิดกั้นเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นช่องทางการก่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านทางการหลอกลวง และเว็บพนันออนไลน์อย่างรวดเร็ว และเข้มข้น ซึ่งในระยะเวลา 4 เดือนของปีงบประมาณ 2569 (1 ต.ค.68 – 1 ก.พ. 69) ปิดกั้นเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย รวมเป็นจำนวน 304,631 URLs โดยเป็นเว็บไซต์พนันออนไลน์มากถึง 259,385 URLs

ด้านการบูรณาการทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และผู้ให้บริการโทรคมนาคม เพื่อเร่งรัดมาตรการคุมเข้ม ซิม เสา สาย โดยออกมาตรการปราบปรามซิมผี การควบคุมเสา-สายสัญญาณแนวชายแดน ล่าสุดออกมาตรการจำกัดจำนวนการถือครองซิมไม่เกิน 5 หมายเลขต่อคน มาตรการยืนยันตัวตนผ่านระบบ KYC (กระบวนการตรวจสอบและยืนยันตัวตนลูกค้าที่ทำธุรกรรมทางการเงิน เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าเป็นบุคคลจริง) ก่อนเปิดใช้งานซิม ระงับการลงทะเบียนใช้งานซิมผ่านศูนย์ให้บริการ (ลูกตู้) ที่ไม่มีระบบ KYC และยกเลิกการลงทะเบียนซิมการ์ดและ e-SIM ผ่านช่องทางออนไลน์ทั้งหมดพร้อมกับการคุมเข้มการใช้งาน SIM Box ในประเทศไทย และการนำเข้าอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องร่วมกับกรมศุลกากร นอกจากนี้ กสทช. ยังได้ระงับการใช้งานเบอร์โทรที่มีการใช้งานผิดปกติ เข้าข่ายซิมผี และอาจใช้ในการสแกมเมอร์ ในเดือนธันวาคม 2568 พบว่ามีจำนวนกว่า 23,057 เลขหมาย และมีการโทรออกรวมประมาณ 2,400,000 ครั้ง ขณะเดียวกันคณะรัฐมนตรียังได้มีมติเห็นชอบให้หน่วยงานรัฐ ยกเลิกการส่งอีเมล – SMS แนบลิงก์ให้กับประชาชน

ธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันการเงิน ยังได้กำหนดมาตรการการเปิด Location ที่ตั้งของผู้ใช้บริการธนาคารเมื่อมีการทำธุรกรรมทางการเงินผ่าน Mobile Banking ด้านกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ออกมาตรการคุมเข้มการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล เพื่อสกัดกั้น “บัญชีม้านิติบุคคล” โดยกรรมการ/ผู้ถือหุ้น จะต้องมาแสดงตัวต่อหน้านายทะเบียน และยื่น Bank Statement ย้อนหลัง 3 เดือน และแสดงหลักฐานที่ตั้งสำนักงาน ในส่วนของกรรมการ/ผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นบุคคลที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ผู้มีรายได้น้อย) ต้องมาแสดงตัวต่อหน้านายทะเบียน และยื่น Bank Statement ย้อนหลัง 3 เดือน ในกรณีมีคนต่างด้าวร่วมลงทุนไม่ถึงร้อยละ 50 หรือเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ให้ผู้ถือหุ้นคนไทยทุกคนต้องส่ง Bank Statement ย้อนหลัง 3 เดือน และหากมีการใช้สถานที่ตั้งของบริษัทซ้ำ ๆ กัน จะต้องจัดส่งหนังสือยินยอมการใช้สถานที่หรือหลักฐานแสดงสิทธิในการยืนยัน

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติม เพื่อกำหนดเพิ่มบทลงโทษสำหรับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และการกำหนดให้สถาบันการเงิน/เครือข่ายมือถือร่วมรับผิด หากปล่อยปละละเลยให้เกิดการกระทำความผิดของสแกมเมอร์ รวมทั้งเร่งรัดการออกหลักเกณฑ์การคืนเงินให้กับผู้เสียหาย โดยมี ปปง. เป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดหลักเกณฑ์ขั้นตอนการคืนเงินผู้เสียหายให้เร็วขึ้น จากการดำเนินการเร่งรัดมาตรการการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่มีกระทรวงดีอี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กสทช. ปปง. สถาบันการเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรากฏผลทำให้มูลค่าความเสียหายลดลงอย่างต่อเนื่อง สถิติคดีอาชญากรรมออนไลน์ของตำรวจ พบว่า เดือนธันวาคม 2568 มีปริมาณคดีที่เกิดขึ้นจำนวน 31,198 คดี เฉลี่ย 1,006 คดีต่อวัน มีมูลค่าความเสียหายรวม 1,792 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 58 ล้านบาทต่อวัน เมื่อเปรียบเทียบกับสถิติในช่วงเดือนธันวาคม 2567 ที่มีสถิติแจ้งความออนไลน์ จำนวน 33,624 เรื่อง เฉลี่ย 1,085 คดีต่อวัน มูลค่าความเสียหาย 2,209 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 71 ล้านบาทต่อวัน

หากประชาชนถูกหลอกลวงทางออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี โทรสายด่วน AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) ที่ Line ID: @antifakenewscenter หรือ เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง