สพฐ. ทดลองใช้เครื่องมือติดตามและประเมินผลรูปแบบใหม่ ปีงบประมาณ 2569 เน้นความกระชับ ไม่ซ้ำซ้อน ลดภาระงานเอกสาร มุ่งสะท้อนผลสัมฤทธิ์การจัดการศึกษาอย่างแท้จริง

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เดินหน้าพัฒนาระบบการติดตามและประเมินผลการบริหารและการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยนางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมทางไกลเพื่อทดลองใช้เครื่องมือติดตามและประเมินผล ประจำปีงบประมาณ 2569

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้น ณ ห้องประชุมสำนักติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน และผ่านระบบออนไลน์ (Zoom Meeting) ไปยังกลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ โดยมีนางวรัญญภรณ์ ชาลีรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมด้วยบุคลากร สพฐ. เข้าร่วมประชุม

วัตถุประสงค์สำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือการร่วมกันพิจารณาความสมบูรณ์ของเครื่องมือติดตามผลที่ได้จัดทำขึ้น โดยมุ่งเน้นความถูกต้องของเนื้อหา การใช้ภาษาที่ชัดเจน และความสอดคล้องกับตัวชี้วัดในทางปฏิบัติ ทั้งนี้ หัวใจสำคัญคือการพัฒนาระบบการติดตามให้มีความกระชับ ลดภาระงานเอกสารและความซ้ำซ้อนในการรายงานข้อมูลของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา แต่ยังคงประสิทธิภาพในการสะท้อนผลการดำเนินงานที่ครอบคลุมและตอบสนองนโยบายของต้นสังกัดได้อย่างแท้จริง

สำหรับการพัฒนาเครื่องมือติดตามผลในปีงบประมาณ 2569 สพฐ. ได้บูรณาการความเชื่อมโยงจาก 5 ส่วนหลัก ได้แก่ นโยบายการตรวจราชการของกระทรวงศึกษาธิการ ปี 2569 นโยบายและจุดเน้นของ สพฐ. ปี 2569–2570 นโยบายระยะเร่งด่วน (Quick Win) ของ สพฐ. ปี 2569 ตัวชี้วัดตามแผนปฏิบัติการของ สพฐ. ปี 2569 และมาตรฐานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

ทั้งนี้ สพฐ. ได้กำหนดกรอบการติดตามออกเป็น 2 รอบ คือ รอบ 6 เดือน เพื่อรายงานความก้าวหน้า และรอบ 12 เดือน เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ปลายปี โดยได้รับความร่วมมือจากบุคลากรส่วนกลาง และตัวแทนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานำร่อง 6 แห่ง ได้แก่ สพป.ลำปาง เขต 1 สพป.จันทบุรี เขต 1 สพป.ยะลา เขต 3 สพป.บุรีรัมย์ เขต 4 สพม.ชลบุรี ระยอง และ สพม.สุรินทร์ รวมผู้เข้าร่วมกว่า 170 คน เพื่อร่วมทดสอบและเสนอข้อคิดเห็นต่อเครื่องมือดังกล่าว

ข้อมูลและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการประชุมครั้งนี้ จะถูกนำไปปรับปรุงเครื่องมือติดตามให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เพื่อให้การถ่ายทอดนโยบายจากส่วนกลางสู่การปฏิบัติในพื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียนและคุณภาพการศึกษาไทยในภาพรวม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง