จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ แก้ปัญหนี้สิน ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ฐานราก จากโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ระบุว่า เป็นโครงการที่ประสบผลสำเร็จสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ผลจริง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ภายหลังการเลือกตั้งว่า ขอให้มีการจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อยก่อน จากนั้นยืนยันว่าจะเดินหน้าโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เฟสใหม่ อย่างแน่นอน เพราะเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล ซึ่งระหว่างนี้ยังมีเวลาที่จะออกแบบรายละเอียดของโครงการ ที่คาดว่าจะเน้นความต่อเนื่องในการเพิ่มทักษะร้านค้าและประชาชน โดยจะต้องเตรียมความพร้อมทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์หรือวงเงินใช้จ่าย ซึ่งมีต้นแบบ มีวิธีคิดวิธีทำแล้ว เมื่อมีรัฐบาลเรียบร้อยจะสามารถขับเคลื่อนโครงการได้อย่างรวดเร็ว หวังว่าโครงการจะช่วยกระตุ้นสั้น แต่ได้ผลยาว และกระจายตัวเช่นเดิม
ในส่วนงบประมาณ เบื้องต้นต้องรอความชัดเจนก่อน ว่าจะจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้เร็วแค่ไหน หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว ก็คาดว่าจะสามารถใช้งบกลางของงบประมาณปี 2569 ได้ แต่ถ้าช้าอาจจะต้องใช้งบกลางของงบประมาณปี 2570 หรืออาจจะทำ 2 รอบ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมืองด้วย
ทั้งนี้ งบประมาณปี 2570 ที่ล่าช้านั้น ส่วนตัวประเมินว่า น่าจะล่าช้าไม่เกิน 2-3 เดือน หรือใช้ได้ประมาณเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2569 อย่างไรก็ดี อยากให้เร็วกว่านั้น เพราะหากล่าช้า จนทำให้เกิดการหยุดชะงัก กังวลว่าอาจจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปีได้ ดังนั้นหากจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วที่สุด มีงบประมาณใช้ดีที่สุด ก็จะเป็นประโยชน์ในการสร้างความต่อเนื่องในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย
สำหรับความสำเร็จของโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 นายพงศ์นคร โภชากรณ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะผู้ช่วยโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงการใช้จ่ายในโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 23.00 น. โดยมีผู้ใช้สิทธิ 19.76 ล้านราย ใช้ครบเต็มจำนวน 9,211,118 ล้านราย และมียอดใช้จ่ายผ่านโครงการฯ รวม 84,185.73 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น
ส่วนที่ 1 เงินที่ประชาชนใช้จ่าย 42,810.64 ล้านบาท ประกอบด้วย การใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไปจำนวน 41,251.73 ล้านบาท และใช้จ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) จำนวน 1,558.91 ล้านบาท
ส่วนที่ 2 เงินที่รัฐร่วมจ่าย 41,375.09 ล้านบาท ประกอบด้วยการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไปจำนวน 39,899.53 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายผ่าน Food Delivery Platform จำนวน 1,475.56 ล้านบาท และสำหรับจำนวนร้านค้าในโครงการฯ จากข้อมูลสะสม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 23.00 น. มีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลจำนวน 999,350 ราย ในจำนวนนี้เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มที่รับชำระผ่าน Food Delivery Platform จำนวน 89,799 ราย ผลการดำเนินโครงการฯ แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของประชาชนและผู้ประกอบการที่มีส่วนช่วยส่งเสริมการบริโภคในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งการดำเนินโครงการฯ ทำให้มีเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนประมาณ 84,185.73 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 0.2% ในปี 2568 เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีโครงการฯ นอกจากนี้ เมื่อผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้น ร้านค้าขนาดเล็กมีรายได้หมุนเวียน ได้ก่อให้เกิดการผลิต การค้าขาย การจ้างงาน และการคมนาคมขนส่ง ตามมาเป็นวงกว้าง และสามารถสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องถึงต้นปี 2569








