นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานระบบพยากรณ์อากาศและการเตือนภัย “Tomorrow.io” โดยมีผู้บริหารระดับสูงจาก กรมอุตุนิยมวิทยา หน่วยงานภาครัฐ–เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะ
นางสาวสุกันยาณี ยะวิญชาญ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า กรมฯ เลือกอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นพื้นที่นำร่อง “สงขลาโมเดล” เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งล้อมด้วยภูเขา ทำให้มีความเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก จึงเหมาะสมต่อการทดลองใช้ระบบพยากรณ์และเตือนภัยด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มความแม่นยำและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ
ระยะเริ่มต้นเป็นการทดสอบในรูปแบบ Proof of Concept (POC) มอบหมายให้ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออกทดสอบการใช้งานระดับพื้นที่ ควบคู่การสื่อสารสร้างความเข้าใจแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน ลดความสับสนในการบริหารจัดการภัย ทั้งนี้ ระบบ Tomorrow.io มีฟังก์ชันแจ้งเตือนภัย (Alert) เมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤต สามารถส่งสัญญาณถึงประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อการตัดสินใจอย่างเป็นเอกภาพ
ด้านรองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา รายงานสถานการณ์อุทกภัยที่ครอบคลุมทั้ง 16 อำเภอ มีครัวเรือนได้รับผลกระทบกว่า 1.4 ล้านครัวเรือน โดยการเยียวยาเงินรายละ 9,000 บาท ดำเนินการแล้วกว่า 95% และการช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยวงเงินหลังละ 49,500 บาท ดำเนินการแล้วเกือบทั้งหมด เหลืออำเภอหาดใหญ่อยู่ระหว่างสำรวจ พร้อมเดินหน้ามาตรการระยะยาว ตั้งคณะทำงานถอดบทเรียน และพัฒนา Flood Model ร่วมสถาบันอุดมศึกษา เพื่อยกระดับการคาดการณ์และเตือนภัย
ผู้แทนศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก ระบุว่า เหตุการณ์น้ำท่วมเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เมืองหาดใหญ่รับมวลน้ำจากหลายทิศ โดยเฉพาะจากอำเภอสะเดา ส่งผลให้ระดับน้ำสูงถึงขั้นวิกฤต ศูนย์ฯ จึงประสานเทศบาลนครหาดใหญ่ นำข้อมูลพยากรณ์ฝนรายชั่วโมงและการคาดการณ์ล่วงหน้า 7 วัน มาใช้บริหารจัดการน้ำรอระบาย พร้อมพัฒนาดัชนีเตือนภัย 5 ระดับ และเชื่อมข้อมูล Tomorrow.io เข้ากับแบบจำลองบริหารจัดการคลองอู่ตะเภา เพิ่มความแม่นยำในการควบคุมประตูน้ำและเตรียมเครื่องจักร
แพลตฟอร์ม Tomorrow.io เป็นเทคโนโลยีเสริมศักยภาพ ไม่ได้ทดแทนบทบาทกรมอุตุนิยมวิทยา โดยอาศัยข้อมูลจากดาวเทียมที่ติดตั้ง Microwave Sounder ซึ่งปัจจุบันมี 11 ดวง และอัปเดตข้อมูลแบบเรียลไทม์ทุก 15 นาที เมื่อผสานข้อมูลภาคพื้นดิน จะช่วยเพิ่มความแม่นยำอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมเน้นการนำข้อมูลไปใช้จริงผ่านช่องทางดิจิทัล เช่น LINE และเว็บไซต์ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการเตือนภัยได้รวดเร็ว ทันเวลา และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น








