เปิดปฏิบัติการ “The Transporter Operation” ทลายแก๊งแอปปลอม TikTok Shop

พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผบก.ปอท. พร้อมด้วย นายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ต.อ.วัชรพันธ์ ศิริพากย์ รอง ผบก.ปอท. พ.ต.อ.ภานุภัท กิตติพันธ์ ผกก.1 บก.ปอท. พ.ต.ท.พรเสกข์ เชาวสันต์ สว.กก.1 บก.ปอท. ร.ต.อ.ปฏิญญา สงวนศักดิ์เกษร รอง สว.กก.1 บก.ปอท.และ พ.ต.ต.กษิดิศ ดิลกคุณานันท์ สว.กก.1 บก.ปอท.แถลงผลการปฏิบัติ “The Transporter Operation ปิดเกมล่า นายหน้าคนเถื่อน” ทลายขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พบเชื่อมโยงเครือข่ายขนคนข้ามแดน ยึดของกลางรวมกว่า 114 ล้านบาท ที่ห้องแถลงข่าวชั้น 2 อาคารประชาอารักษ์ (บก.ป.) พหลโยธิน

พล.ต.ต.ชนันนัทร์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากปัจจุบันสแกมเมอร์ถือได้ว่าเป็นวาระแห่งชาติ และตามนโยบายรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หัวหน้าศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองหัวหน้าศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) มีการจัดตั้ง War room ACSC เพื่อบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานทุกภาคส่วน ซึ่งทาง บก.ปอท.จะนำข้อมูลจากระบบแจ้งความออนไลน์ เพื่อมาวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกับ big data ฐานข้อมูลของตำรวจสอบสวนกลาง พบว่า มีผู้เสียหายหลายรายที่ถูกหลอกขายสินค้าทางออนไลน์ผ่าน application ที่มีลักษณะคล้ายกับ TikTokshop ซึ่งเป็น application ที่ปลอมขึ้นมาโดยที่ไม่มีโลโก้กับทาง app store และ play store

จากการสืบค้นพบว่าได้มีการหลอกผู้เสียหายให้มีการโอนเงินในแอปดังกล่าว มีมูลค่าความเสียหายกว่าหลายล้านบาท จากการตรวจสอบในระบบนั้นมีถึง 88 เคส ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายกว่า 25 ล้านบาท ทำให้ทาง บก.ปอท.จึงได้ทำการสืบสวนและวางแผนเข้าตรวจค้นตามปฏิบัติการ The Transporter Operation ซึ่งได้มีการตรวจค้นกว่า 9 จุด 5 จังหวัด ซึ่งสามารถจับกุมได้ทั้งหมด 4 ราย โดยอีก 1 ราย ซึ่งเป็นชาวจีน และอีก 3 ราย เป็นชาวไทยจึงได้ทำการยืดและอายัดทรัพย์รวมมูลค่ามากกว่า 114 ล้านบาท นอกจากนี้ กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้มีความเกี่ยวพันกับกลุ่มคนร้ายที่เกี่ยวกับการขนส่งคนข้ามแดนไม่ว่าจะเป็นประเทศพม่า ลาว และกัมพูชา ซึ่งพบว่ามีการเชื่อมโยงกับกลุ่มสแกมเมอร์อย่างชัดเจน

ด้าน พ.ต.ต.กษิดิศ กล่าวว่า โดยคดีดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นมาจากผู้เสียหาย ได้เดินทางแจ้งความร้องทุกข์ที่กองกำกับการ 1 บก.ปอท. โดยทางผู้เสียหายได้แจ้งความว่าตนนั้นถูกหลอกจากการลงทุนผ่านแพลตฟอร์มที่มีชื่อว่า tiktok shop ซึ่งได้ทราบภายหลังว่าจากการหลอกลวงจากการโอนเงินให้คนร้ายให้แพลตฟอร์มดังกล่าวถูกสร้างความขึ้นมา ซึ่งเป็นการหลอกลงทุนโดยคนร้ายได้หลอกอุบายขึ้นมาให้โอนเงิน ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง โดยผู้เสียหายในคดีตั้งต้นได้มีการโอนเงินไปยังบัญชีมาที่ทางคนรายได้ส่งมาให้เป็นจำนวน 11 ครั้ง ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายหลักอยู่ที่ 230,000 กว่าบาท ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการสอบสวน

จากการตรวจสอบข้อมูลจากระบบแจ้งความออนไลน์และฐานข้อมูลพบว่า มีผู้เสียหายที่ถูกหลอกให้ลงทุนใน รูปแบบดังกล่าวข้างต้น จำนวน 88 เคส มูลค่าความเสียหายกว่า 25 ล้านบาท อีกทั้ง ยังพบว่ากลุ่มบัญชีม้าที่ใช้ในกลุ่มนี้ ถูกแจ้งความไว้แล้ว จำนวน 67 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 15 ล้านบาท

และในเวลาต่อมาได้มีการติดตามในส่วนของเส้นทางการเงิน โดยทางคนร้ายเข้าถึงผู้เสียหายโดยผ่านช่องทาง social media ต่างๆ จากนั้นก็ชักชวนพูดคุยด้วยอุบายวิธีต่างๆ เป็นผู้เสียหายหลงเชื่อในลักษณะของการหลอกลวงให้ลงทุน เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ และลงทุนในบัญชีในธนาคารคนร้ายก็จะเข้าสู่กระบวนการฟอกเงิน ซึ่งจะมีการยักย้ายถ่ายโอนทรัพย์สินผ่านบัญชีธนาคารเข้าสู่ระบบ cryptocurrency และถ่ายโอนเป็นทอดๆ จนถึงปลายทางผู้ที่ได้รับผลประโยชน์

นอกจากนี้คนร้ายมีการสร้างหน้าเพจเว็บไซต์ปลอมขึ้นมาไว้ สำหรับให้ผู้เสียหายเข้าไปดาวน์โหลด application โดยในเพจเว็บไซต์ลักษณะการใช้คำจากคล้ายกับแพลตฟอร์มของจริงเป็น https: app.tikonshop.com/d/ ในการเปิดร้านค้าออนไลน์โดยปกติสามารถทำได้ใน application ของจริงได้อยู่แล้วและสามารถดาวน์โหลดได้จาก app store และ play store ได้อีกด้วย ซึ่งเป็นแหล่งทางการซึ่งจะมีความปลอดภัยที่สูงกว่า

นอกจากนี้ทางคนร้ายได้ภาพบุคคลที่ 3 เพื่อปลอมแปลงตัวตนได้ทำการติดต่อกับผู้เสียหายผู้เสียหายได้แจ้งความที่ภูเก็ตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สำหรับปฏิบัติการการจับกุมในครั้งนี้สามารถปฏิบัติการจับกุมได้ 5 จังหวัด การตรวจคน 9 จุด และสามารถจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญได้ 4 ราย จังหวัดกำแพงเพชร เป็นการตรวจค้นนิติบุคคล ซึ่งกลุ่มคนร้ายใช้เป็นฉากหน้าประกอบกิจการ 1 แห่ง จังหวัดตาก สามารถจับกุมได้ 1 ราย จังหวัดพิษณุโลก 2 ราย จังหวัดปทุมธานี 1 ราย ส่วนที่กรุงเทพมหานครพบบ้านหรู ซึ่งทางคนร้ายใช้วิธีจัดตั้งบริษัทนอมินี เพื่อยึดครองทรัพย์สินเพื่อขายให้ชาวต่างชาติ ซึ่งไม่มีสิทธิของซึ่งถือว่าเป็นรูปแบบการฟอกเงินอีกรูปแบบหนึ่ง

ทั้งนี้ ทางตำรวจได้ทำการขยายผลเพิ่มเติมการจับกุมขบวนการแอปปลอม Tiktokshop ได้ ซึ่งเชื่อว่ามีฐานที่มั่นอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน แต่แน่ชัดแล้วว่า มีผู้ต้องหา 4 รายที่เป็นกลุ่มผู้รับผลประโยชน์ และรับโอนเงินจากขบวนการแอปปลอมและขบวนการอื่นๆ ไปใช้จ่ายหมุนเวียนในขบวนการฟอกเงินและลักลอบขนชาวต่างชาติไปทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จึงนำมาสู่การออกหมายจับและเปิดปฏิบัติการจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 4 รายข้างต้น ซึ่งถือว่าผู้ต้องหาทั้ง 4 รายนี้เป็นตัวการสำคัญในการสนับสนุนแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง