อนุทิน สั่งปรับปรุงกฎหมายต้านทุจริตคอร์รัปชัน ต้องเห็นผลสัมฤทธิ์สูงสุด เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนและภาพลักษณ์ประเทศ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานแถลงข่าวผลคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2568 (Corruption Perceptions Index: CPI 2025) ร่วมกับ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผลคะแนนดัชนี CPI ประเทศไทยได้ 33 คะแนน และอยู่ในลำดับที่ 116 ลดลงจากปีที่ผ่านมา 1 คะแนนถือว่าอยู่ในคะแนนที่ค่อนข้างต่ำ อาจตีความได้ว่าเป็นประเทศที่มีการทุจริตสูงและมีความโปร่งใสต่ำ ซึ่งไม่ได้นิ่งนอนใจหลังจากได้รับรายงานได้เชิญเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. มาสอบถามว่ามีเหตุผลหรือมีข้อยืนยันใดที่ทำให้ไทยได้รับการประเมินจากองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ 33 คะแนนจาก 100 คะแนน อยู่ในลำดับที่ 116 จาก 182 ประเทศ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ดี อย่างไรก็ตามทราบมาว่ายังมีวิธีการที่จะปรับปรุงแก้ไข ไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นอุปสรรคทำให้มองประเทศไทยไม่ดี และได้สั่งการในฐานะรัฐบาลเดิมกับเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. รวมทั้งให้นายบวรศักดิ์เร่งปรับปรุงกฎหมาย ขั้นตอน ระเบียบ รวมทั้งการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือตรากฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อทำให้การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้การปฏิรูปรวมถึงในเรื่องของระบบอนุมัติ อนุญาต เป็นเรื่องที่สำคัญมากต่อการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนนักธุรกิจ ผู้ประกอบการต่างๆ และยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทย จะต้องเร่งทำให้พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน ถูกบังคับใช้อย่างจริงจังและจะต้องมีการมอบหมายหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยเฉพาะ

รัฐบาลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น  ป.ป.ท. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)  สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมกันหารือและหาวิธีเพื่อทำให้มีความโปร่งใสให้มากที่สุด ตลอดจนหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่ต้องดำเนินการกับผู้ที่มีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชัน สิ่งเหล่านี้จะต้องได้รับการดำเนินการอย่างเด็ดขาด หากกฎหมายที่มีอยู่ยังไม่พอก็พร้อมที่จะแก้กฎหมายไป การได้ 33 คะแนนถือว่าอยู่ในเกณฑ์ต่ำจะต้องเร่งผลักดันปฏิรูปวิธีการต่อสู้กับปัญหาการทุจริตของประเทศไทยให้มากที่สุด เชื่อมั่นว่ารัฐบาลชุดต่อไปจะนำเรื่องนี้ไปดำเนินการต่อเพราะถือเป็นปัญหาสำคัญของชาติ ศาสนา ที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของชาติ อีกทั้งยังทำให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาอีกมาก

แม้รัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ได้มอบหมายให้ทีมเศรษฐกิจดำเนินนโยบาย “พลัส” เพื่อเร่งเสริมศักยภาพประเทศในทุกมิติ  ซึ่งช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยเกือบถูกปรับลดอันดับ    ความน่าเชื่อถือจากบริษัทจัดอันดับเครดิตชั้นนำของโลก ดังนั้นมาตรการเร่งด่วนประการแรกที่นายเอกนิติ                       นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอขออนุมัติก่อนปิดปีงบประมาณเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 คือการนำงบประมาณคงเหลือซึ่งปกติสามารถผันไปสนับสนุนหน่วยงานต่าง ๆ มาใช้ชำระหนี้ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อแสดงให้เห็นถึงวินัยทางการเงินของประเทศ และรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ส่งผลให้อันดับเครดิตของไทยไม่ถูกปรับลด พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุนและการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันทีมเศรษฐกิจก็ได้ใช้เวทีนานาชาติในการสร้างความเชื่อมั่น และผลักดันสินค้าของไทยสู่ตลาดโลกในระดับพรีเมียม โดยเฉพาะในมิติ                  ความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งประเทศไทยประสบความสำเร็จในบางประเทศแล้วภายในระยะเวลาอันสั้น นอกจากนี้ รัฐบาลยังดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวดีขึ้นของดัชนีความเชื่อมั่น และการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จากระดับใกล้ศูนย์กลับมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 1.8 ในช่วงไตรมาสสุดท้ายที่ผ่านมา สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างมีทิศทางชัดเจน

รัฐบาลเร่งผลักดันให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD: Organization for Economic Co-operation and Development) ซึ่งการเข้าเป็นสมาชิก OECD จะช่วยยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสในการดำเนินธุรกรรมทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงเสริมสร้างหลักธรรมาภิบาลให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น  ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการเพิ่มความน่าเชื่อถือและยกระดับศักยภาพของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ที่ได้มอบหมายให้กำกับดูแลการป้องกัน ปราบปราม และปรับปรุงกลไกการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐ รวมทั้งดูแลกระบวนการเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD ด้วย พร้อมทั้งให้จัดทำกรอบนโยบาย หลักการ และขั้นตอนดำเนินงานอย่างชัดเจน เพื่อส่งต่อให้รัฐบาลชุดถัดไป

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ในการปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการทำงานต่างๆ รวมถึงการยกระดับความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) ผ่านแนวคิด One Stop Service ซึ่งได้กล่าวมาอย่างต่อเนื่อง และครั้งนี้จะต้องผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง โดยบูรณาการความร่วมมือและมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีติดตามและขับเคลื่อนให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมย้ำว่า รัฐบาลจะให้ความสำคัญและมุ่งเน้นเรื่องดังกล่าวอย่างเคร่งครัด โดยกำชับให้การปฏิบัติหน้าที่ของทุกส่วนราชการต้องเป็นไปด้วยความรวดเร็ว โปร่งใส  เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อให้การบริการแก่ผู้ประกอบการและประชาชนเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้หากพบการฝ่าฝืนหรือใช้อำนาจโดยมิชอบ จะดำเนินการลงโทษทางปกครองหรือทางวินัยอย่างเด็ดขาด ซึ่งเกี่ยวข้องไปถึงการใช้ดุลพินิจของผู้ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานราชการต่างๆ ด้วย

รัฐบาลจะดำเนินการภายใต้รูปแบบการบริหารราชการแผ่นดินแบบใหม่ บนพื้นฐานของระบอบรัฐสภาและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล และร่วมกันต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ไม่ให้เกิดความเสียหายหรือความเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศ พร้อมกันนี้ รัฐบาลจะยกระดับการปราบปรามปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมออนไลน์ หรือสแกมเมอร์ ให้เป็นวาระแห่งชาติ ควบคู่กับการติดตามผลคะแนนดัชนี CPI 2025 อย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งปรับปรุงแก้ไขในประเด็นที่เกี่ยวข้อง โดยขอให้ประชาชนมั่นใจว่า รัฐบาลได้รับทราบปัญหาแล้วและกำลังเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างเต็มที่ เพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

ด้านนายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการ ป.ป.ท. กล่าวถึงปัญหาที่พบได้บ่อย คือ การขออนุมัติและอนุญาตต่างๆ ทั้งจากนักลงทุนผู้ประกอบการต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศ  ทั้งนี้  ป.ป.ท ได้ขับเคลื่อนให้ผู้ที่มีอำนาจในการอนุมัติอนุญาตต่างๆ ต้องปฏิบัติให้อยู่ในกรอบตามระเบียบตามวินัยที่ควรจะต้องดำเนินการ ซึ่งขณะนี้มีเรื่อง พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน ที่นายบวรศักดิ์  จะมาดำเนินการในเรื่องนี้อย่างเข้มข้น แม้คะแนน CPI ที่ดูเหมือนจะลดลง แต่ก็มีคะแนนบางตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างมี นัยยะสำคัญ ที่จะเห็นได้คือ CPI ประเมินแหล่งข้อมูลประเทศไทยอยู่ 9 แหล่ง มีอยู่ 1 แหล่งที่คะแนนเพิ่มขึ้นคือ PERC Asia Risk Guide คือ การให้คะแนนการคอร์รัปชันในประเทศที่อาศัยอยู่ทำงานเป็นอย่างไร ซึ่งดูย้อนหลังพบว่ามีคะแนนสูงขึ้นทุกปี มีเรื่องดีในเรื่องร้ายอย่างไรก็ตามคะแนน CPI ถือเป็นเครื่องสะท้อนภาพลักษณ์ของแต่ละประเทศ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง