ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่ทะเลอ่าวไทย ประจำปี 2569 พร้อมปล่อยขบวนเรือตรวจการออกปฏิบัติการในพื้นที่เพื่อปกป้องและคุ้มครองทรัพยากรประมงฝั่งทะเลอ่าวไทย ซึ่งเป็นแหล่งวางไข่และอาศัยเลี้ยงตัวอ่อนของสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจหลายชนิด โดยมีนางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชาวประมง และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง ณ บริเวณท่าเทียบเรือประมงชุมพร ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร
ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่า การดำเนินมาตรการดังกล่าว มีเป้าหมายสำคัญเพื่อคุ้มครองทรัพยากรสัตว์น้ำเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ “ปลาทูไทย” ให้มีโอกาสแพร่ขยายพันธุ์และเติบโตในช่วงฤดูกาลวางไข่ ซึ่งกรมประมงได้บังคับใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด ครอบคลุมพื้นที่กว่า 26,400 ตารางกิโลเมตร ในเขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี เพื่อยับยั้งการใช้ทรัพยากรเกินขีดความสามารถของธรรมชาติ และป้องกันความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศทางทะเล มาตรการนี้นับเป็นพันธกิจสำคัญที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมประมงยึดถือมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 โดยอาศัยกลไกความร่วมมืออันเข้มแข็งระหว่างภาครัฐ ผู้แทนประมงพาณิชย์ และประมงพื้นบ้าน ที่ร่วมใจกันขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเล เพื่อส่งมอบความอุดมสมบูรณ์และอาชีพประมงที่มั่งคั่งให้แก่คนรุ่นหลังอย่างยั่งยืนสืบไป
ด้านนางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กิจกรรมภายในงานเป็นการเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงานและฟื้นฟูระบบนิเวศ โดยมีการประกอบพิธีบวงสรวงพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำรวม 502,300 ตัว ประกอบด้วย กุ้งกุลาดำ 500,000 ตัว และปลากระบอกดำ 2,300 ตัว เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ท้องทะเล ซึ่งร้อยเอก ธรรมนัส ได้ปล่อยขบวนเรือตรวจการประมง 14 ลำ ออกปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำประมงในพื้นที่ พร้อมทั้งมอบแผ่นป้ายเงินอุดหนุนโครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านประมง ประจำปี 2569 ให้กับ 13 ชุมชนประมง ตลอดจนเยี่ยมชมนิทรรศการควบคุมตรวจสอบการทำการประมงของเรือประมงพาณิชย์ โดยศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออก การติดตามและเฝ้าระวังการทำประมงผ่านระบบติดตามเรือประมง (VMS:Vessel Monitoring System คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รับ-ส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมและ GSM เพื่อระบุตำแหน่ง พิกัด ความเร็ว และทิศทางของเรือแบบเรียลไทม์) และแอปพลิเคชัน Fisheries Next ควบคู่ไปกับการจัดนิทรรศการ “ทะเลหยุดพักสตรีรักษ์คุณค่า แปรรูปสร้างราคา คืนความสมดุลอ่าวไทย” เพื่อส่งเสริมกลุ่มแม่บ้านชุมพรแปรรูปสินค้าในช่วงปิดอ่าวเพื่อสร้างรายได้เสริมและรักษาความสมดุลของทรัพยากรอ่าวไทยอย่างครบวงจร
สำหรับมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่ทะเลอ่าวไทย ประจำปี 2569 ยังคงบังคับใช้ในพื้นที่อ่าวไทยตอนกลางครอบคลุม 3 เขต 2 ช่วงเวลา เริ่มจากเขต 1 ตั้งแต่พื้นที่อ่าวไทยตอนกลางประจวบคีรีขันธ์ – สุราษฎร์ธานีพื้นที่ 27,000 ตารางกิโลเมตรระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 พฤษภาคมของทุกปี เขต 2 พื้นที่บางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานีตามแนวชายฝั่งระยะห่าง 7 ไมล์ทะเลโดยประมาณครอบคลุมพื้นที่ในทะเล 5,300 ตารางกิโลเมตร ระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคม – 14 มิถุนายนของทุกปี และเขต 3 พื้นที่ตั้งแต่ปลายแหลมเขาม่องไล่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึงอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ครอบคลุมพื้นที่ในทะเล 2,900 ตารางกิโลเมตร ในช่วงเวลาเดียวกับเขตมาตรการที่ 2 เพื่อคุ้มครองสัตว์น้ำวัยอ่อนที่อพยพเข้าสู่พื้นที่เลี้ยงตัวซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและน้ำจืดอย่างยั่งยืน โดยในปีที่ผ่านมากรมประมงมีการปรับปรุงข้อกำหนดเครื่องมือประมง 4 ฉบับ เพื่อลดการจับพ่อแม่พันธุ์ จากผลการศึกษาพบว่ามาตรการนี้ประสบความสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญ เห็นได้จากอัตราการจับสัตว์น้ำเฉลี่ยที่เพิ่มสูงขึ้นจาก 198 กิโลกรัมต่อวันในปี 2567 เป็น 276 กิโลกรัมต่อวันในปี 2568 สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ที่กลับคืนมาและสอดคล้องกับวงจรชีวิตสัตว์น้ำอย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมงขอขอบคุณชาวประมงที่ให้ความร่วมมือปฏิบัติตามแนวทาง “งดจับปลาฤดูมีไข่ อนุรักษ์ไว้ใช้อย่างยั่งยืน” และพร้อมเดินหน้าบูรณาการทำงานภายใต้แนวคิด Fisheries Connect for Sustainability เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศท้องทะเลไทย สร้างความมั่นคงทางอาหาร และยกระดับคุณภาพชีวิตในการประกอบอาชีพประมงอย่างยั่งยืนสืบไป








